thansettakij
thansettakij
อนุทิน ไม่ปิดประตู 'ไทยช่วยไทยพลัส' ฟังเสียงประชาชน

ลุ้นต่ออายุ 'ไทยช่วยไทยพลัส' อนุทิน ชี้ไม่ปิดประตู หากเหมาะสม

03 ส.ค. 69 | 06:25 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ส.ค. 69 | 06:30 น.

อนุทิน ไม่ปิดประตู 'ไทยช่วยไทยพลัส' ฟังเสียงประชาชน โยนคลังเคาะ ลั่นไม่ใช่รัฐบาลประชานิยม ขอเวลา 3 ปี ให้ตัดสินผลงาน

KEY

POINTS

  • นายกฯ อนุทิน รับฟังเสียงประชาชนที่ต้องการให้ต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และระบุว่ารัฐบาลไม่ปิดกั้น พร้อมพิจารณาหากเป็นประโยชน์และเหมาะสมกับสถานการณ์
  • รัฐบาลย้ำว่าไม่ได้มุ่งเน้นนโยบายประชานิยม แต่ยอมรับว่าอาจต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นช่วงๆ ตามความจำเป็น
  • การตัดสินใจว่าจะขยายโครงการหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการประเมินของกระทรวงการคลัง ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้เป็นผู้พิจารณา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงเสียงสะท้อนจากประชาชนระหว่างลงพื้นที่สำรวจตลาดศรีย่าน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ซึ่งประชาชนต้องการให้รัฐบาลพิจารณาขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ออกไป ว่า หากเป็นมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รัฐบาลก็พร้อมที่จะนำมาพิจารณา แต่จะต้องประเมินความเหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงเวลานั้นด้วย

นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้มุ่งดำเนินนโยบายในลักษณะประชานิยม แต่ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองและ “ยืนอยู่บนขาของตนเองได้” อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจมีความจำเป็นต้องได้รับแรงกระตุ้น รัฐบาลก็พร้อมที่จะดำเนินมาตรการเป็นช่วงๆ เพื่อช่วยให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้

“รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลประชานิยม และเป็นรัฐบาลที่ทำให้ประชาชนอยู่บนขาของตนเองได้ แต่หากจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เครื่องติด ก็จะกระตุ้นเป็นช่วงๆ ไป”

เสียงตลาดสะท้อน “ไทยช่วยไทย พลัส” ยังจำเป็น

การลงพื้นที่ตลาดศรีย่านของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ นอกจากเป็นการติดตามบรรยากาศการค้าขายและรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนแล้ว ยังเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลใช้เป็นกลไกช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นการจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจ

นายอนุทินไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว โดยยืนยันว่าหากมาตรการมีประโยชน์ต่อประชาชน รัฐบาลพร้อมพิจารณา เพียงแต่ต้องประเมินให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในขณะนั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่ตลาด นายกรัฐมนตรีได้ย้อนถามผู้สื่อข่าวถึงผลตอบรับจากประชาชนว่า โครงการดังกล่าวประชาชนได้ใช้ประโยชน์หรือไม่ และชื่นชอบหรือไม่ ก่อนผู้สื่อข่าวจะตอบว่า “ดี”

ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลรับรู้ถึงเสียงตอบรับของประชาชนต่อมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว และยังเปิดพื้นที่สำหรับการพิจารณามาตรการในระยะต่อไป แม้ยังไม่มีการยืนยันว่าจะมีการต่ออายุหรือเพิ่มวงเงินจริง

ย้ำไม่ใช่ “รัฐบาลประชานิยม”

นายอนุทินกล่าวว่า แนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลไม่ได้มุ่งใช้นโยบายประชานิยมเป็นหลัก แต่ต้องการให้ประชาชนมีความสามารถในการพึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยอมรับว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีความจำเป็นในบางจังหวะ โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจต้องการแรงส่งเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาขยายตัว ดังนั้น มาตรการต่างๆ จะถูกนำมาใช้เป็นช่วงๆ ตามความจำเป็น ไม่ได้หมายความว่าจะดำเนินมาตรการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีกรอบเวลา

แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลกำลังซื้อในระยะสั้น กับการสร้างความสามารถในการพึ่งพาตัวเองของประชาชนในระยะยาว

“ไทยช่วยไทย พลัส” ต่อหรือไม่ โยน “เอกนิติ” ตอบ

สำหรับคำถามว่า รัฐบาลมีโอกาสขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หรือปรับเพิ่มวงเงินในระยะต่อไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้รายละเอียด โดยระบุให้สอบถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณานโยบายและมาตรการด้านเศรษฐกิจและการคลัง

ดังนั้น ประเด็นที่ตลาดและประชาชนต้องติดตามต่อจากนี้ คือ กระทรวงการคลังจะประเมินผลของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อย่างไร ทั้งในแง่การกระตุ้นการใช้จ่าย การหมุนเวียนของเม็ดเงินเข้าสู่ร้านค้าและผู้ประกอบการ รวมถึงผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และจะมีเหตุผลเพียงพอที่จะนำไปสู่การต่ออายุหรือออกมาตรการเฟสใหม่หรือไม่

โดยเฉพาะประเด็น การเพิ่มวงเงินหรือขยายระยะเวลาการใช้สิทธิ ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุชัดว่าให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ตอบ ขณะที่รัฐบาลยังไม่ได้ปิดประตูสำหรับการพิจารณาในอนาคต

“อนุทิน” ขอเวลา 3 ปี ให้ประชาชนตัดสินผลงาน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของนิด้าโพลที่สะท้อนว่า แม้ประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มีประโยชน์ แต่ยังมีบางส่วนที่ลังเลต่อการสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า ไม่เป็นไร เพราะรัฐบาลยังมีเวลาอีก 3 ปีที่จะพิสูจน์ผลงาน

นายอนุทินระบุว่า รัฐบาลต้องใช้เวลาในการแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความจริงใจและความตั้งใจในการทำงาน โดยรัฐบาลไม่สามารถเป็นผู้ตัดสินผลงานของตัวเองได้ แต่จะทำงานอย่างเต็มที่ และปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินในท้ายที่สุดว่า รัฐบาลจะได้รับความไว้วางใจให้กลับเข้ามาบริหารประเทศอีกหรือไม่ รวมถึงประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการทำงานของรัฐบาลมากน้อยเพียงใด

“ยืนยันว่าจะทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งรัฐบาลพร้อมยอมรับผลการตัดสินใจในทุกกรณี”