thansettakij
thansettakij
นายกฯ ชูโมเดลวิศวกรการเมือง ปั้นคน-เร่ง AI-สร้างมหานครภูมิภาค รับโลกใหม่

นายกฯ ชูโมเดลวิศวกรการเมือง ปั้นคน-เร่ง AI-สร้างมหานครภูมิภาค รับโลกใหม่

01 ส.ค. 69 | 11:16 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ส.ค. 69 | 12:12 น.

นายกฯ อนุทิน ชูแนวคิด “วิศวกรการเมือง” ดันไทยฝ่าวิกฤติโลกไร้ระเบียบ กำหนด 3 เรื่องหลักที่ต้องโฟกัส “วิทัย” เน้นทำให้เงินทุนไหลสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ “อรรถพล”เสนอเร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

KEY

POINTS

  • นายกฯ เสนอแนวคิด "วิศวกรการเมือง" โดยใช้หลักคิดเชิงวิศวกรรมมาบริหารประเทศ เพื่อจัดลำดับความสำคัญและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก
  • ผลักดันการสร้างมหานครในภูมิภาคต่างๆ เพื่อกระจายศูนย์กลางความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ให้กระจุกตัวอยู่เพียงที่เดียว
  • กำหนด 3 วาระแห่งชาติที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การพัฒนาคน, การวิจัยและนวัตกรรม, และการปฏิรูประบบราชการ พร้อมวางกรอบการพัฒนา AI เพื่อสร้างศักยภาพให้ประเทศ

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศวิสัยทัศน์รับมือยุค "New World Disorder" ชูบทบาท "วิศวกรการเมือง" ใช้หลักคิดแบบวิศวกรรมบริหารประเทศ วางลำดับความสำคัญการลงทุน กระจายศูนย์กลางความเจริญ สร้างมหานครหลายแห่ง พร้อมกำหนด 3 วาระแห่งชาติ พัฒนาคน วิจัยนวัตกรรม และปฏิรูประบบราชการ ขณะที่ภาคการเงินและเอกชนเสนอเร่งแก้ปัญหาการจัดสรรทรัพยากร เพิ่มโอกาส SMEs ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต   

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ฝ่าวิกฤติรับมือระเบียบโลกใหม่” ในงาน The INTANIA Forum จัดโดยสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ณ Hall of INTANIA เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 

นายกฯ เปิดประเด็นว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “โลกไร้ระเบียบ” (New World Disorder) ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยาก ประเทศไทยจึงต้องปรับวิธีคิดและยุทธศาสตร์ใหม่ เปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาส ด้วยการบริหารประเทศอย่างเป็นระบบแบบวิศวกร

เป็น“วิศวกรการเมือง”ใช้หลักคิดวิศวกรรมจัดลำดับความสำคัญ

“ผมเองเป็นวิศวกรการเมือง ที่ใช้หลักคิดด้านวิศวกรรมในการจัดลำดับความสำคัญ บริหารทรัพยากร และ เลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด” 

พร้อมยกตัวอย่าง Critical Path Method (CPM) เพื่ออธิบายการตัดสินใจว่า ประเทศควรลงทุนเรื่องใดก่อน ใช้ทรัพยากรอย่างไร และเลือกเส้นทางใดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยต้องปรับตัวอย่างยืดหยุ่น เพื่อพาประเทศเข้าสู่ Steady State หรือ ภาวะที่มั่นคง ปลอดภัย และเติบโตอย่างยั่งยืน

นายกฯ เสนอให้กระจายศูนย์กลางการพัฒนา ประเทศไทยควรมีมหานครมากกว่าหนึ่งแห่ง เพื่อกระจายความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาค ใช้ศักยภาพด้านทำเลและโครงข่ายคมนาคมพัฒนาอุตสาหกรรมตามแนวเส้นทางหลัก สร้างรายได้ การจ้างงาน และ ยกระดับบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าของภูมิภาค

กำหนด 3 เรื่องหลักที่ประเทศไทยต้องโฟกัส

พร้อมกำหนด 3 เรื่องที่ประเทศไทยต้องโฟกัส ได้แก่ 
การพัฒนาคน ผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อสร้างกำลังคนที่แข่งขันได้

1.การวิจัยและนวัตกรรม โดยให้มหาวิทยาลัยเป็นฐานสร้าง

2.นวัตกรรมและภาครัฐช่วยเปิดตลาดให้งานวิจัยต่อยอดเชิงพาณิชย์ 

และ 3.การปฏิรูประบบราชการ ให้เป็นพันธมิตรของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อนำไปสู่แนวคิด “ยกกำลังคนไทย ยกกำลังประเทศไทย”

นายอนุทิน ยังย้ำแนวคิด Self Reliance ตามแนวพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9 สนับสนุนสินค้า ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมของคนไทย 

พร้อมเสนอกรอบการใช้ AI ภายใต้หลัก 4P ได้แก่ Prevention ป้องกันผลกระทบ, Prosperity สร้างความมั่งคั่ง, Potential พัฒนาศักยภาพคนและประเทศ และ Protection กำกับดูแลเทคโนโลยีให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม 

                               เวที “ฝ่าวิกฤติรับมือระเบียบโลกใหม่” ในงาน The INTANIA Forum

“วิทัย”ชูเพิ่มประสิทธิภาพจัดสรรทรัพยากร ทำให้เงินทุนไหลสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ

ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงรุนแรงจากโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกผันผวน ทำให้ไทยต้องวางแผนระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร โดยโจทย์สำคัญคือ ทำให้เงินทุนไหลสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ พร้อมดึงทุนนอกระบบและลดปัญหาคอร์รัปชัน เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ 

ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ต้องแก้ปัญหา Resource Misallocation ซึ่งทำให้เงินทุนกระจุกตัวในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก โดยเตรียมนำ Data Analytics และข้อมูลจาก Data Bureau มาพัฒนาระบบประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น แม้ไม่มีหลักประกันหรือประวัติสินเชื่อแบบเดิม 

บิ๊ก SCG แนะไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรับระเบียบโลกใหม่

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับระเบียบโลกใหม่ กล้าปรับลด หรือ ยุติ Zombie Business แล้วนำทรัพยากรไปลงทุนในธุรกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

พร้อมเสนอให้อาเซียนเป็น Business Partnership ใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศ สร้างห่วงโซ่คุณค่าร่วมกัน โดยไทยควรมุ่งผลิตสินค้ามูลค่าสูงและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม 

ทั้งยังเสนอการพัฒนากลไกทางการเงินระดับภูมิภาค เช่น ASEAN-based Loan เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสนับสนุนการใช้สินค้า Made in Thailand ให้เกิด Multiplier Effect สร้างรายได้ การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจไทย

                                             เวที “ฝ่าวิกฤติรับมือระเบียบโลกใหม่” ในงาน The INTANIA Forum

ซีอีโอกสิกรไทยแนะไทยควรมุ่งพัฒนา 7 อุตสาหกรรมหลัก

ด้าน นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย CEO ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภายใต้ The New World Order  ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ต้องเร่งเพิ่ม Productivity เพราะต้นทุนวัตถุดิบคิดเป็น 50-60% ของต้นทุนทั้งหมด พร้อมชี้ว่า เศรษฐกิจจะมีลักษณะ K-Shape จึงต้องสนับสนุนธุรกิจที่สามารถปรับตัวและเติบโตได้ 

สำหรับเป้าหมายยกระดับไทยสู่ High-Income Economy ภายใน 12 ปี ควรมุ่งพัฒนา 7 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร ยานยนต์สมัยใหม่ AI อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล การแพทย์และ Wellness การท่องเที่ยว ค้าปลีก และ เศรษฐกิจสร้างสรรค์

“อรรถพล”เสนอเร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพิ่มการพึ่งพาตนเอง

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความเชื่อมโยงระหว่าง Geo-politics และ Geo-economics ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางพลังงานและเศรษฐกิจไทย ระยะสั้นต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพิ่มการพึ่งพาตนเองและการใช้ Bio-diesel 

ส่วนระยะกลางต้องดูแลราคาพลังงาน สนับสนุน Data Center และ AI ควบคู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น AI Training Academy และ Power Usage Effectiveness (PUE) 

นอกจากนี้ ควรเร่งลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์ โครงข่ายไฟฟ้า และผลักดันแผน PDP 2026 ที่เตรียมเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจาก Small Modular Reactor (SMR) รวม 2,400 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 โดยให้ กฟผ. เป็นหน่วยงานนำร่อง

เห็นพ้อง“คน”คือปัจจัยสำคัญสุดของการพัฒนาประเทศ

ช่วงท้ายการเสวนา วิทยากรทุกคนเห็นพ้องว่า “คน” คือปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศ จึงต้องยกระดับ Lifelong Learning ปฏิรูประบบการศึกษา ใช้ AI สนับสนุนการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล ปรับการวัดผลให้สะท้อนทักษะจริง และส่งเสริมทักษะที่ AI ทดแทนไม่ได้ เช่น EQ การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และ การทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมถึงการเรียนรู้ภาษาจีน และภาษาของประเทศคู่ค้า เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต 

วิทยากรเชื่อว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนาคน สร้างทักษะแห่งอนาคต และ ปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ จะสามารถเปลี่ยนความท้าทายของโลกให้เป็นโอกาส และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย The INTANIA Forum เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ของภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจ สู่การขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว