
นายกฯ อนุทิน เยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค. นี้ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 2 ประเทศ
นายกฯอนุทิน เตรียมเยือนอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 3–4 ส.ค. นี้ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ขยายการค้า การลงทุน และสร้างรายได้กลับสู่คนไทย
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีกำหนดเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกของนายกฯ ไทยในรอบ 15 ปี
- การเยือนมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ และต่อยอดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความมั่นคง
- มุ่งใช้ความสัมพันธ์ระดับผู้นำเพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ตลาดอินโดนีเซียซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้ประกอบการและประชาชนไทย
- ผู้นำทั้งสองจะหารือเพื่อผลักดันบทบาทของอาเซียนให้มีความเข้มแข็งและมีเอกภาพในการรับมือกับความท้าทายระดับโลก
วันนี้(วันที่ 2 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 เพื่อหารือกับนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นับเป็นการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 15 ปี
การเยือนครั้งนี้เป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกของรัฐบาล ใช้ความสัมพันธ์ระดับผู้นำเป็นกลไกเปิดประตูทางเศรษฐกิจ ต่อยอดความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซียไปสู่โครงการและความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความมั่นคง ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การศึกษา และความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจและจำนวนประชากร 280 ล้านคน มากที่สุดในอาเซียน จึงเป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ แหล่งลงทุนสำคัญ และหุ้นส่วนที่มีศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการไทย
การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการของไทยเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียมากขึ้น เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทยทั้งรายใหญ่และ SMEs
รัฐบาลมุ่งให้การเยือนต่างประเทศสร้างประโยชน์กลับมาถึงประชาชนอย่างชัดเจน ทั้งในรูปของการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว การสร้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพ
“การเยือนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกระชับมิตรภาพระหว่างผู้นำ แต่เป็นการนำความสัมพันธ์ที่ดีมาเปลี่ยนเป็นโอกาสทางการค้า การลงทุน การสร้างรายได้ รัฐบาลต้องการให้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
นอกจากมิติทวิภาคี ไทยและอินโดนีเซียยังเป็นสองประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน และต่างมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของภูมิภาค
การหารือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ผู้นำทั้งสองประเทศจะร่วมกันผลักดันให้อาเซียนมีเอกภาพ เข้มแข็ง และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก อาชญากรรมข้ามชาติ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ







