
ถกเข้มอาเซียน-จีน ดัน ACFTA 3.0 ลุ้นบังคับใช้ภายในปี 69 เพิ่มโอกาสส่งออกไทย
ไทยร่วมประชุมตกลงการค้าเสรีอาเซียน – จีน ดัน ACFTA 3.0 มีผลบังคับใช้ภายในปี 69 ช่วยลดขั้นตอนการค้า ยกระดับการค้าดิจิทัล การค้าสีเขียว และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มโอกาสผู้ส่งออกไทย
KEY
POINTS
- อาเซียนและจีนเร่งผลักดันความตกลงการค้าเสรี ACFTA 3.0 โดยตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ภายในปี 2569
- ความตกลงฉบับใหม่จะครอบคลุมการค้ายุคใหม่ เช่น การค้าดิจิทัล การค้าสีเขียว และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อเพิ่มโอกาสการส่งออกให้ไทย
- ปัจจุบันอาเซียน 7 ประเทศรวมถึงไทย ได้ดำเนินกระบวนการภายในประเทศเสร็จสิ้นแล้ว รอเพียงฝ่ายจีนดำเนินการให้แล้วเสร็จ
กรมเจรจาฯเผยความคืบหน้าการยกระดับ ACFTA 3.0 เร่งมีผลบังคับใช้ภายในปี 2569 เปิดทางให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากกติกาการค้ายุคใหม่ที่ทันสมัย ครอบคลุมการค้าดิจิทัล การค้าสีเขียว และการอำนวยความสะดวกทางการค้ามากยิ่งขึ้น
นางอุมาพร ฟูตระกูล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานฝ่ายอาเซียน ร่วมกับนายหลิน เฟิง (Lin Feng) อธิบดีกรมการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จีน ในการประชุมคณะกรรมการร่วมกำกับการดำเนินงานภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – จีน หรือ ACFTA - JC ครั้งที่ 17 เมื่อวันที่ 23 – 24 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบการประชุมทางไกล
นางอุมาพร กล่าวว่า การประชุม ACFTA - JC ครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2566 เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา อาเซียนและจีนมุ่งเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน หรือ ACFTA 3.0 ให้สำเร็จ
โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ ACFTA 3.0 มีผลใช้บังคับภายในปี 2569 นี้ เพื่อให้ผู้นำอาเซียน-จีน ประกาศความสำเร็จในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน (ASEAN-China Summit) ในเดือนพฤศจิกายน 2569
ทั้งนี้ ปัจจุบันอาเซียน 7 ประเทศรวมทั้งไทย ได้ดำเนินกระบวนการภายในประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากฝ่ายจีนดำเนินกระบวนการฯ แล้วเสร็จ จะทำให้พิธีสารดังกล่าวมีผลใช้บังคับภายใน 60 วัน และทำให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลง ACFTA ที่มีการปรับปรุงเนื้อหาให้มีความทันสมัยและอำนวยความสะดวกทางการค้ามากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามพันธกรณีภายใต้ความตกลง ACFTA ที่สำคัญ อาทิ การปรับโอนพิกัดศุลกากรของตารางการลดภาษีให้เป็นฉบับ HS 2022 การพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลถิ่นกำเนิดสินค้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบ “EODES” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการในการลดขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินการที่เกี่ยวกับกระบวนการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า
โดยปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างการหารือเพื่อจัดทำระบบดังกล่าวกับฝ่ายจีน นอกจากนี้ ยังได้หารือแนวทางการจัดสรรเงินภายใต้กองทุนที่สนับสนุนโดยจีน เพื่อให้อาเซียนใช้ประโยชน์จากกองทุนดังกล่าวในการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมถึงเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อตกลงใหม่ ๆ เช่น การค้าดิจิทัล การค้าสีเขียว และความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้ ACFTA 3.0
ส่องมูลค่าการค้า อาเซียน-จีน
ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียน (16 ปีติดต่อกัน) โดยในปี 2568 การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน มีมูลค่า 916,149.74 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.59% จากปีก่อนหน้า
โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากเวียดนามและมาเลเซีย ขณะที่การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 238,451.07 ล้านดอลลาร์ โดยอาเซียนส่งออกไปจีน มูลค่า 77,483.48 ล้านดอลลาร์ และอาเซียนนำเข้าจากจีน มูลค่า 160,967.59 ล้านดอลลาร์
สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของอาเซียน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ เหล็กและเหล็กกล้า ผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้
ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เป็นต้น





