
BOI ชูไทยฐานลงทุนอาเซียน จีนแห่ยื่นลงทุนเกือบพันโครงการ มูลค่าทะลุ 1.7 แสนล้าน
BOI ลุยจีน ดึงลงทุนเซมิคอนดักเตอร์-EV-AI ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมอนาคต พร้อมเร่งเครื่อง Thailand FastPass ดึงนักลงทุนต่างชาติ ปลดล็อกอนุมัติโครงการไวขึ้น
KEY
POINTS
- บีโอไอ (BOI) เดินหน้าชูศักยภาพประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคอาเซียน โดยเน้นดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานสะอาด
- นักลงทุนจีนแสดงความเชื่อมั่นและยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยเป็นอันดับหนึ่งเกือบ 1,000 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท
- ประเทศไทยชูจุดแข็ง 5 ด้านเพื่อดึงดูดการลงทุน ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงภูมิภาค ซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง บุคลากรมีทักษะ และนโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) เปิดเผยว่า บีโอไอได้ดำเนินการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของภูมิภาคอาเซียน ที่มีความพร้อมในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลกโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่งานChina International Supply Chain Expo สานต่อความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก และเวที ASEAN Supply Chain Cooperation
เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งไทยและจีน ตลอดจนต่อยอดความร่วมมือระหว่างสองประเทศในฐานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่มีความเชื่อมโยงด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด
งานดังกล่าวถือเป็นงานประชุมและนิทรรศการด้านซัพพลายเชนระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นโดยองค์กรส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของจีน (CCPIT) โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และบริษัทชั้นนำจาก 85 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน
สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ
รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับงาน CISCE ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 เพื่อมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่ และ SMEs ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน ครอบคลุม 6 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง พลังงานสะอาด ยานยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีดิจิทัล ธุรกิจสุขภาพ และเกษตรสีเขียว
ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และสอดรับกับนโยบายของประเทศไทยในการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
บีโอไอมีโอกาสพูดบนบนเวที ASEAN Supply Chain Cooperation ซึ่งมีประธาน CCPIT รัฐมนตรีด้านการลงทุนจากประเทศในอาเซียน นักลงทุน และผู้นำภาคอุตสาหกรรมจากจีนและประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความร่วมมือและสร้างความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนของภูมิภาค โดยจีน ไทย และอาเซียน มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การผลิต และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชน ความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียนยิ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว
ชูจุดแข็งไทยรับการลงทุน 5 ด้าน
นายนฤตม์ ยังได้กล่าวถึงจุดแข็งของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน 5 ด้าน ประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงอาเซียนและตลาดโลก การเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ผ่านความตกลงการค้าเสรี บุคลากรที่มีทักษะและสามารถปรับตัวได้ดี ฐานซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง และนโยบายภาครัฐที่มุ่งอำนวยความสะดวกและเพิ่มความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ
โดยในด้านบุคลากร รัฐบาลกำลังเร่งพัฒนากำลังคนร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน โดยเฉพาะผ่านโครงการ SkillBridge เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่และการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเร่งปรับปรุงกฎระเบียบและยกระดับการให้บริการของภาครัฐ เพื่อให้กระบวนการประกอบธุรกิจมีความรวดเร็ว โปร่งใส และสามารถคาดการณ์ได้ โดยบีโอไอมีกลไก Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญ ตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุมัติและอนุญาตที่เกี่ยวข้องไปจนถึงการเริ่มดำเนินกิจการจริง
ร่วมมือไทย-จีน 3 สาขา
สำหรับความร่วมมือระหว่างจีน ไทย และอาเซียนในระยะต่อไป มีโอกาสสำคัญใน 3 สาขา ได้แก่
- การยกระดับซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนการผลิต ระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ AI และแพลตฟอร์มดิจิทัล
- การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเป้าหมายความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม
- การพัฒนาระบบนิเวศสำหรับการผลิตขั้นสูง ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำคัญ การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก
ปัจจุบันการตัดสินใจเลือกแหล่งลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงศักยภาพของแต่ละประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนระดับภูมิภาคและระดับโลก การเข้าร่วมงาน CISCE ในครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างไทย จีน และประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ซึ่งจะช่วยเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมยุคใหม่และศูนย์กลางการเชื่อมโยงซัพพลายเชนของภูมิภาค
สำหรับในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากจีน 982 โครงการ หรือร้อยละ 40 ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ สูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีมูลค่าการลงทุนรวม 172,114 ล้านบาท และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 จีนยังคงเป็นประเทศที่มีจำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงที่สุด จำนวน 155 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 17,327 ล้านบาท สะท้อนถึงความสนใจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนจีนที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง







