thansettakij
thansettakij
การแก้ปัญญาค่าไฟแพงของรัฐบาล

รัฐบาลลุยต่อแก้ค่าไฟแพง รื้อค่าพร้อมจ่าย เดินหน้าเคลียร์สัญญาซื้อไฟเอกชน

02 ส.ค. 69 | 04:14 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ส.ค. 69 | 04:24 น.

รัฐบาล ประกาศเร่งแก้ค่าไฟแพง เตรียมหารือคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เคลียร์สัญญาซื้อไฟเอกชน ลุยรื้อค่าพร้อมจ่ายต่อ คาดหามาตรการที่เหมาะสมได้

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมพิจารณาปรับปรุงโครงสร้าง "ค่าพร้อมจ่าย" (Availability Payment) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าไฟฟ้าเพื่อลดภาระประชาชน
  • เดินหน้าเจรจาแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับภาคเอกชน เพื่อทบทวนเงื่อนไขและราคารับซื้อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปและเป็นธรรมมากขึ้น
  • การแก้ไขปัญหาค่าไฟจะพิจารณาทั้งระบบ รวมถึงการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้ตั้งอยู่บนข้อมูลความเป็นจริง ไม่คาดการณ์ความต้องการสูงเกินจำเป็น

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการฯ ชุดนี้ ว่า ขณะนี้ คณะกรรมการฯ อยู่ระหว่างการเตรียมพิจารณาประเด็นค่าพร้อมจ่าย (Availability Payment) ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าไฟ ล่าสุดคณะทำงานกำลังพิจารณามาตรการที่เหมาะสม คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการฯ ได้หารือเรื่องการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว หรือ สัญญาชั่วนิรันดร์ ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) แล้วเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 มติดังกล่าวทำให้การไฟฟ้าสามารถเริ่มเจรจากับเอกชนได้ทันที โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง 

นายปกรณ์ กล่าวว่า เป้าหมายแรกคือการเร่งเจรจากับเอกชนและแก้สัญญาเหล่านี้ให้เสร็จ เพราะในทางปฏิบัติไม่ควรมีสัญญาใดที่ไม่มีการปรับเงื่อนไขเลยตลอดอายุสัญญา 50 ปี ตามหลักสากลควรมีการทบทวนเป็นรอบ เช่น ทุก 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเงินเฟ้อ ต้นทุน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ปัจจุบันฐานราคารับซื้อไฟฟ้าอยู่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย แต่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าบางประเภทลดลงต่อเนื่อง จึงต้องดูว่าราคารับซื้อยังสะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่ และเป็นธรรมต่อประชาชนที่ต้องจ่ายค่าไฟหรือไม่

นายปกรณ์ กล่าวว่า การเจรจาสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับเอกชนไม่ใช่การยกเลิกสัญญา และไม่มองว่าจะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับหลักสากล อดีตไทยอาจต้องให้สิทธิประโยชน์สูงเพื่อดึงเทคโนโลยีใหม่ แต่วันนี้ตลาดและต้นทุนเปลี่ยนไป เงื่อนไขจึงควรถูกทบทวนอีกครั้ง

"ปัญหาค่าไฟจะต้องดูทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะสัญญาซื้อไฟ โดยหัวใจสำคัญคือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ต้องตั้งอยู่บนข้อมูลจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คาดการณ์เกินจำเป็นว่าพลังงานจะไม่พอ ต้องเห็นชัดว่าประเทศมีไฟจากก๊าซ ลม แสงแดด หรือแหล่งอื่นเท่าใด" รองนายกฯ ระบุ

รองนายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องมองอนาคตพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งการใช้ไฟที่เพิ่มจาก Data Center การลดต้นทุนสายส่งของการไฟฟ้า แนวโน้ม SMR หรือนิวเคลียร์ขนาดเล็ก และ ASEAN Smart Grid ซึ่งจะทำให้ประเทศในภูมิภาคซื้อขายพลังงานส่วนเกินกันได้

หากประเทศเพื่อนบ้านมีแรงงานราคาถูกและมีแหล่งพลังงานใหม่ ขณะที่ไทยยังพึ่งซื้อพลังงานจากภายนอกและแบกค่าไฟสูง จะกระทบขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว รัฐบาลจึงต้องเร่งทำให้ไทยมีพลังงานเพียงพอ ราคาสมเหตุสมผล และประชาชนพื้นที่ห่างไกลต้องเข้าถึงไฟฟ้าได้ โดยไม่ติดข้อจำกัดทางระเบียบกฎหมายโดยไม่จำเป็น