thansettakij
thansettakij
ยูเออีเร่งเกมการค้า ผ่าน CEPA ดันบทบาทฮับโลจิสติกส์ โอกาสสินค้าไทย

ยูเออีเร่งเกมการค้า ผ่าน CEPA ดันบทบาทฮับโลจิสติกส์ โอกาสสินค้าไทย

01 ส.ค. 69 | 01:33 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ส.ค. 69 | 01:39 น.

ยูเออีเร่งเครื่องเจรจา CEPA เพิ่มอีก 5-7 ประเทศภายในปี 2569 หวังดันการค้านอกภาคน้ำมันและยกระดับสู่ศูนย์กลางการค้าโลก โอกาสผู้ประกอบการไทยส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร ฮาลาล

KEY

POINTS

  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เร่งขยายเครือข่ายความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPA) โดยตั้งเป้าเจรจาเพิ่มอีก 5-7 ฉบับภายในปี 2569 เพื่อส่งเสริมการค้านอกภาคน้ำมัน
  • ยูเออีลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ท่าเรือ และการคมนาคม เพื่อเสริมสร้างบทบาทการเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนระดับโลก
  • นโยบายของยูเออีเป็นโอกาสสำคัญสำหรับสินค้าไทยในการใช้เป็นประตูขยายตลาดส่งออกไปยังตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารฮาลาล

รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เดินหน้าขยายเครือข่ายความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุม (CEPA) อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าสรุปการเจรจาเพิ่มอีก 5-7 ฉบับภายในปี 2569 เพื่อผลักดันการค้านอกภาคน้ำมันและเสริมบทบาทศูนย์กลางการค้าโลก ขณะที่สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ มองว่าไทยควรเร่งใช้โอกาสจากบทบาทของยูเออีในการเป็นประตูสู่ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้

ยูเออีเร่งปิดดีล CEPA เพิ่ม 5-7 ประเทศ

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้มีการตั้งเป้าสรุปการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุม (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) เพิ่มอีกจำนวน 5–7 ฉบับภายในสิ้นปี 2569

เพื่อเร่งขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมันอย่างต่อเนื่อง 

ปัจจุบันสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ลงนามความตกลง CEPA แล้วจำนวน 37 ฉบับ โดยมีผลบังคับใช้แล้ว18 ฉบับ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของรัฐบาลในการขยายตลาดส่งออก เพิ่มการลงทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว 

ทั้งนี้ ความตกลงล่าสุดที่มีผลใช้บังคับ ได้แก่ ความตกลงกับประเทศยูเครน ขณะที่ความตกลงกับอินเดีย ตุรกี จอร์แดน เซอร์เบีย และเวียดนาม ได้มีผลบังคับใช้ก่อนหน้านี้แล้ว

ขณะเดียวกันการเจรจากับประเทศแคนาดาอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินการ ขณะที่การเจรจากับประเทศในทวีปแอฟริกา ได้แก่ รวันดา กานา และแซมเบีย มีความคืบหน้าอย่างมาก และคาดว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ในเร็ว ๆ นี้ 

นอกจากนี้ การเจรจากับประเทศเปรูในทวีปอเมริกาใต้ และประเทศบังกลาเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของเอเชีย ก็มีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจเช่นกัน 

สำหรับการเจรจากับสหภาพยุโรป (EU) แม้ว่ายังคงดำเนินต่อไปและได้เสร็จสิ้นการเจรจารอบที่ 7 แล้ว แต่ยังมีความคืบหน้าช้ากว่าการเจรจาแบบทวิภาคีกับประเทศอื่น เนื่องจากกระบวนการเจรจากับกลุ่มประเทศสมาชิกมีความซับซ้อนมากกว่า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยูเออียังคงให้ความสำคัญกับการผลักดันความตกลงดังกล่าว เนื่องจากสหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายสำคัญของประเทศ 

นอกจากนี้ รัฐบาลยูเออีกำหนดเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าต่างประเทศนอกภาคน้ำมันให้แตะระดับ 1.089 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2574 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพารายได้จากภาคพลังงาน และส่งเสริมให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนระดับโลก 

ทุบสถิติการค้านอกน้ำมันโต 13.1%

ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปี 69 การค้าต่างประเทศนอกภาคน้ำมันของยูเออีมูลค่า 527.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกนอกภาคน้ำมันมีมูลค่า123.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23.9% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนถึงความสำเร็จของนโยบายการเปิดตลาดและการทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าหลายภูมิภาค

นอกจากนี้ความตกลง CEPA มีผลบังคับใช้แล้ว มูลค่าการค้าระหว่างกันในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 82.9 พันล้านดอลลาร์ ประกอบด้วยการนำเข้า 52.7 พันล้านดอลลาร์ และการส่งออกนอกภาคน้ำมัน 18.0 พันล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าความตกลงดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการขยายการค้าระหว่างประเทศและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจแก่ภาคเอกชนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ดันโลจิสติกส์-ท่าเรือ รับบทฮับการค้าโลก

ทั้งนี้ การลงทุนของรัฐบาลในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ท่าเรือ สนามบิน ระบบศุลกากร และโครงข่ายคมนาคม ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยสามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และรักษาความต่อเนื่องของการค้าระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ บริษัท DP World ได้ดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพการเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งตะวันออกของประเทศ พร้อมทั้งขยายกองรถบรรทุกและเครือข่ายขนส่งทางบก เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการขนส่งสินค้า รองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดจากความขัดแย้งในภูมิภาค และเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว 

โดยภาพรวม ความตกลง CEPA เป็นกลไกสำคัญของยูเออี ในการขยายตลาดส่งออก ดึงดูดการลงทุน และเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเศรษฐกิจสำคัญทั่วโลก เพื่อเสริมบทบาทของยูเออี ในฐานะศูนย์กลางการค้า โลจิสติกส์ และการลงทุนของภูมิภาคตะวันออกกลาง

ขณะเดียวกัน การเติบโตของการค้านอกภาคน้ำมันที่ทำสถิติสูงสุด การขยายเครือข่าย CEPA และ การลงทุนด้านท่าเรือ โลจิสติกส์ และการขนส่ง ช่วยเพิ่มความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและรักษาศักยภาพของยูเออี ในฐานะศูนย์กลางกระจายสินค้าระดับภูมิภาค

โอกาสไทยส่งออก สินค้าฮาลาล-เกษตร

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ รายงานเพิ่มเติมว่า ความตกลง CEPA ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีความสำคัญต่อไทย เนื่องจากช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออก ลดอุปสรรคทางการค้า และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจากไทยในตลาดยูเออี และ GCC 

ทั้งนี้ ยูเออี เร่งขยายเครือข่าย CEPA กับหลายประเทศ สะท้อนนโยบายการเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์โลกซึ่งไทยควรใช้ประโยชน์จากบทบาทยูเออี เป็นประตูเข้าสู่ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ หากไทยสามารถผลักดันความตกลงทางเศรษฐกิจกับยูเออี ได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสด้านสินค้าเกษตร อาหาร ฮาลาล อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ยานยนต์ ชิ้นส่วน และบริการของไทย

ขณะเดียวกัน CEPAยังช่วยส่งเสริมการลงทุนร่วมกัน โดยเฉพาะในสาขาโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด ดิจิทัล และอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ

ดังนั้น ไทยควรเร่งใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางการค้ากับยูเออี เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีศักยภาพสูง