
วธ.ลุยดันท่องเที่ยว หลัง “วัดพระมหาธาตุ นครศรีธรรมราช” ขึ้นมรดกโลก
ยูเนสโกมีมติเอกฉันท์ขึ้นทะเบียน “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของไทย “ซาบีดา” ประกาศเดินหน้าบริหารจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืน หนุนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้สู่ชุมชน
KEY
POINTS
- ยูเนสโกมีมติเอกฉันท์ขึ้นทะเบียน “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช” เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของไทย
- กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เตรียมจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์
- รัฐบาลคาดหวังว่าการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวมายังจังหวัดนครศรีธรรมราชมากขึ้น
กระทรวงวัฒนธรรมเดินหน้าต่อยอดศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หลังยูเนสโกมีมติเอกฉันท์ขึ้นทะเบียน “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของไทย โดยเตรียมบูรณาการทุกภาคส่วนจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืน ควบคู่การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยว
วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก คนที่ 1 และหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก คนที่ 3 และประธานคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี
ยูเนสโกมีมติเอกฉันท์ รับรองมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย
ที่ประชุมได้พิจารณาวาระการเสนอขึ้นทะเบียน “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช”เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยฝ่ายไทยได้นำเสนอคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value) ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและศิลปกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต” (Living Heritage) ที่สะท้อนผ่านประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุซึ่งสืบทอดต่อเนื่องมายาวนาน
ผลการประชุมปรากฏว่า คณะกรรมการมรดกโลกมี มติเอกฉันท์ เห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการผลักดันมรดกทางวัฒนธรรมสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ
วธ.เร่งแผนบริหารมรดกโลก ควบคู่ส่งเสริมการท่องเที่ยว
น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกให้มีความยั่งยืน โดยกระทรวงวัฒนธรรมจะบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน จัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการพื้นที่แหล่งมรดกโลก เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์โบราณสถานกับการใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาที่สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกขององค์การยูเนสโก
ความสำเร็จสะท้อนศักยภาพไทยบนเวทีโลก
ความสำเร็จของการขึ้นทะเบียนครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงความร่วมมือของกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมศิลปากร สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ จังหวัดนครศรีธรรมราช และทุกภาคส่วน ที่ร่วมผลักดันให้มรดกทางวัฒนธรรมของไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล
พร้อมกันนี้ รัฐบาลคาดหวังว่าการได้รับสถานะมรดกโลกจะช่วยเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดนครศรีธรรมราช ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าของแหล่งมรดกโลกให้คงอยู่สืบไป.







