
เอกนิติ ชงครม. สัปดาห์หน้า ต่ออายุ 'ไทยช่วยไทยพลัส' 60:40 นาน 2 เดือน
คลังไฟเขียวใช้เงินกู้ 5 หมื่นล้านบาท ต่ออายุ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ยันไม่มีการโยกงบเปลี่ยนผ่านพลังงานมาเยียวยา ชี้สงครามยังไม่จบ เร่งบรรเทาภาระประชาชน
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติต่ออายุโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพ
- โครงการจะใช้งบประมาณจากเงินกู้ก้อนเดิมที่เหลืออยู่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท โดยไม่มีการโยกงบประมาณจากส่วนอื่น
- การต่ออายุโครงการจะขยายเวลาออกไปอีก 2 เดือน และยังคงใช้รูปแบบการช่วยเหลือแบบร่วมจ่าย (Co-pay) 60:40 เช่นเดิม
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ก.ย.69 กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส ออกไปอีก 2 เดือน โดยยังคงสูตรเดิมรูปแบบร่วมจ่าย 60:40 และยังคงใช้วงเงินประมาณที่มีอยู่ โดยไม่มีการโยกเงินกู้ก้อนเปลี่ยนผ่านพลังงานมาเยียวยาประชาชน
สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัสจัดทำขึ้นเพื่อบรรเทาวิกฤตพลังงานและราคาข้าวของที่แพงขึ้นจากสถานการณ์สงคราม ซึ่งกระทบต่อการบริโภคของประชาชน
ทั้งนี้ ปัจจุบันสงครามและวิกฤตพลังงานยังคงยืดเยื้อ ทั้งนี้ปัจจุบันยังมีเม็ดเงินคงเหลือในวงเงินส่วนแรกอยู่ประมาณ เกือบ 50,000 ล้านบาท จากวงเงินของ พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ในส่วนแรกสำหรับเยียวยาประชาชน
“สถานการณ์สงครามยังไม่จบ ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มเกิดภาวะเงินเฟ้อตามมาอย่างแน่นอน จึงมีความจำเป็นต้องเดินหน้าต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสเพื่อช่วยเหลือประชาชนต่อไป แต่จะช่วยเท่าไรต้องขอดูงบประมาณก่อนเพราะเรามีเงินจำกัด เราอยากใช้วงเงินที่มีให้คุ้มค่า”
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ได้อนุมัติการใช้เงินกู้ในก้อนเยียวยาและบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ที่มีเหลืออยู่ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท ต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟสใหม่ หลังโครงการจะสิ้นสุด 30 ก.ย.นี้
ทั้งนี้ ยืนยันว่า งบประมาณก้อนเยียวยาและบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงินนั้นมีเพียงพอ ยืนยันว่า ไม่มีการโยกย้ายงบประมาณจากก้อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้ในการเยียวยา
ส่วนรายละเอียดการดำเนินงาน ระยะเวลาโครงการ วงเงินงบประมาณ และรูปแบบสูตรการช่วยเหลือ และความต่อเนื่องของโครงการ ต้องรอความชัดเจนหลังจากกระทรวงการคลังเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เนื่องจากอำนาจการตัดสินใจและอนุมัติขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับ ครม.
“โครงการดังกล่าวผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และตรงตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. รวมทั้งไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณและไม่มีการโยกย้ายงบประมาณตามที่มีกระแสข่าว ทั้งนี้ ในที่ประชุมยังไม่มีการพิจารณาโครงการอื่นเพิ่มเติม รวมถึงยังไม่มีการหารือในเรื่องโซลาร์รูฟด้วย”
ส่วนกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะยังคงได้รับสิทธิในโครงการ โดยจะนับจากกลุ่มผู้ได้รับสิทธิใหม่ที่เริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 ต.ค.นี้ ส่วนผู้ที่เคยได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ไม่ผ่านการคัดกรอง ก็จะสลับกลับไปใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส รูปแบบร่วมจ่าย 60/40 แทน







