
รัฐบาลแจงด่วน ภาษีสหรัฐฯ ไทยเพิ่มจริงแค่ 2.5% ไม่ใช่ 12.5% ทั้งหมด
รัฐบาลยันไทยไม่เสียเปรียบ ภาษีสหรัฐฯ 12.5% เท่าคู่แข่ง จีน-เวียดนาม-ฟิลิปปินส์ ระบุเพิ่มจริงแค่ 2.5% ไม่ใช่ 12.5% ทั้งหมด ชี้ครึ่งหนึ่งของสินค้าไทยยังได้รับยกเว้น
KEY
POINTS
- รัฐบาลชี้แจงว่าสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้นสุทธิ 2.5% (จากฐานเดิม 10% เป็น 12.5%) ไม่ใช่การเก็บเพิ่มใหม่ 12.5% ทั้งจำนวน
- สินค้าส่งออกของไทยกว่า 2,120 รายการ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกไปสหรัฐฯ ได้รับการยกเว้นจากมาตรการภาษีนี้
- อัตราภาษีใหม่ที่ 12.5% อยู่ในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่งสำคัญของไทยหลายประเทศ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยอย่างมีนัยสำคัญ
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศปรับอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศไทยตามมาตรา 301 ว่า รัฐบาลขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนเข้าใจตรงกันว่า อัตราภาษีที่มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เป็นการปรับจากฐานเดิม 10% เป็น 12.5% หรือเพิ่มขึ้นสุทธิ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่การเรียกเก็บภาษีเพิ่มใหม่ 12.5% ทั้งจำนวน
โดยอัตราดังกล่าวอยู่ในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่งสำคัญของไทยหลายประเทศ จึงไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ จากการติดตามข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าสินค้าส่งออกของไทยกว่า 2,120 รายการ ได้รับยกเว้นจากมาตรการภาษีดังกล่าว ครอบคลุมสินค้าสำคัญหลายประเภท เช่น วงจรรวม ยางธรรมชาติ และแป้งมันสำปะหลัง โดยรายการสินค้าที่ได้รับยกเว้นคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อผู้ประกอบการแต่ละรายอาจแตกต่างกันตามพิกัดศุลกากร ประเภทสินค้า ห่วงโซ่อุปทาน และเงื่อนไขการนำเข้าของสหรัฐฯ จึงไม่ควรตีความว่าสินค้าไทยทุกประเภทจะไม่ได้รับผลกระทบ
ยันไม่ใช่เรียกเก็บเพิ่มใหม่ 1.25% ทั้งจำนวน
รัฐบาลเข้าใจความกังวลของผู้ส่งออก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม แต่ขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายสินค้า และไม่ตื่นตระหนกจากตัวเลขพาดหัวเพียงอย่างเดียว มาตรการครั้งนี้เป็นการเพิ่มอัตราภาษีสุทธิ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์จากฐานเดิม ไม่ใช่การเรียกเก็บเพิ่มใหม่ 12.5% ทั้งจำนวน ขณะเดียวกัน สินค้าไทยกว่า 2,120 รายการได้รับยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว
“ประเทศคู่แข่งหลักในหลายประเทศ เช่น จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ก็ถูกเรียกเก็บในอัตรา 12.5% เช่นกัน ดังนั้น จึงไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีสินค้าไทยอีกกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ไม่ได้ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม รัฐบาลจะใช้ข้อมูลแยกตามกลุ่มสินค้าและระดับผลกระทบ เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือให้ตรงเป้าหมาย ไม่ใช้มาตรการแบบเดียวกับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม”
อย่างไรก็ดี รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว ควบคู่กับการประเมินผลกระทบและเตรียมแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมกับสินค้าแต่ละกลุ่ม โดยยังไม่กำหนดกรอบเวลาว่าการเจรจาจะได้ข้อสรุปเมื่อใด
อีกทั้งรัฐบาลยังติดตามการไต่สวนของสหรัฐฯ ในประเด็น กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ซึ่งครอบคลุมหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุป และอาจส่งผลต่อเงื่อนไขทางการค้าในระยะต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลภาคการผลิต การส่งออก และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเตรียมชี้แจงและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลที่ตรวจสอบได้
“แนวทางของรัฐบาลคือสื่อสารข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา แยกให้ชัดเจนว่าเรื่องใดมีผลบังคับใช้แล้ว และเรื่องใดยังอยู่ระหว่างการเจรจาหรือกระบวนการไต่สวน พร้อมดูแลผู้ประกอบการตามระดับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง รัฐบาลจะไม่ประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป แต่จะไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินข้อเท็จจริง และจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาตลาดสหรัฐฯ ควบคู่กับการขยายตลาดส่งออกทางเลือกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย”







