
‘เอกนิติ’ เร่งถกบอร์ด ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รื้อเกณฑ์คืนสิทธิคนจน
'เอกนิติ' เร่งถกบอร์ด ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รื้อเกณฑ์คืนสิทธิคนจน แก้ปมสวมสิทธิ์นอมินีหุ้น-กรรมการบริษัท จับมือมหาดไทยคืนสิทธิ์คนจนจริง
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมเสนอปรับปรุงเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อคืนสิทธิให้คนจน 2-3 หมื่นคนที่ถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากถูกสวมชื่อเป็นกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้นโดยไม่รู้ตัว
- เร่งประสานกระทรวงมหาดไทยให้ฝ่ายปกครองลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อเปิดให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรมสามารถยื่นคำร้องขอทบทวนสิทธิ์ได้เป็นรายกรณี
- การคัดกรองยังพบผู้มีรายได้น้อยที่เข้าเกณฑ์แต่ตกหล่น ไม่เคยได้รับสิทธิมาก่อน เพิ่มขึ้นกว่า 2.3 ล้านคน ซึ่งจะถูกนำเข้าสู่ระบบเพื่อรับความช่วยเหลือ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะนำรายละเอียดการปรับปรุงหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในระยะต่อไป เพื่อให้ระบบสวัสดิการสะท้อนข้อเท็จจริงของประชาชนมากที่สุด
นายเอกนิติ กล่าวว่า เป้าหมายของการปรับปรุงครั้งนี้ คือการทำให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่เดือดร้อนจริง ลดปัญหาการใช้ช่องโหว่ของระบบ และแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่เกิด
ทั้งนี้ จากการเปิดทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ซึ่งเป็นฐานข้อมูลเก่า ที่ไม่ได้มีการปรับปรุงมานานกว่า 4-5 ปี โดย ผลการคัดกรองที่ออกมา จากการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ พบว่า มีประชาชนผู้มีรายได้น้อยกว่า 2-3 หมื่นคน ที่ถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากระบบตรวจพบว่ามีชื่อเป็นกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้น หรือมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งตามหลักเกณฑ์ถือว่ามีทรัพย์สินหรือรายได้เกินเงื่อนไขของโครงการ
พบขบวนการสวมชื่อชาวบ้านเป็นนอมินี
นายเอกนิติ กล่าวว่า กระทรวงการคลังพบพฤติกรรมการนำชื่อประชาชนไปใช้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ การนำชื่อไปเป็นกรรมการบริษัท หรือการระบุชื่อเป็นพนักงานของบริษัท ทั้งที่เจ้าตัวไม่เคยรับรู้หรือยินยอม
"มีประชาชนจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท หรือถูกนำชื่อไปเปิดบัญชีลงทุน เมื่อระบบเชื่อมโยงข้อมูลแล้ว ก็ทำให้ถูกตีความว่ามีฐานะทางเศรษฐกิจเกินเกณฑ์ ส่งผลให้ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ"
ทั้งนี้ บางกรณีพบว่ามีการนำชื่อประชาชนไปใช้เป็นนอมินีของบริษัท หรือเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เข้าข่ายกลุ่มทุนสีเทา รวมถึงมีการแอบอ้างชื่อเป็นลูกจ้างพร้อมระบุว่ามีเงินเดือน ทั้งที่บุคคลดังกล่าวไม่เคยทำงานกับบริษัทนั้น
ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การใช้ฐานข้อมูลเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากการแอบอ้างข้อมูลส่วนบุคคลสูญเสียสิทธิ์ในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ
"การทบทวนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการคัดกรองผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ออกจากระบบ แต่ต้องการทำให้สวัสดิการของรัฐไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง และแก้ไขปัญหาประชาชนที่สูญเสียสิทธิ์จากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน"
ดึงมหาดไทยลงพื้นที่ทบทวนสิทธิ์
นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงการคลังจะประสานกระทรวงมหาดไทยให้ฝ่ายปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้โดยไม่ได้ยินยอม จะสามารถยื่นคำร้องขอทบทวนสิทธิ์ได้ โดยเจ้าหน้าที่จะพิจารณาข้อมูลเป็นรายกรณี เพื่อให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงได้รับสิทธิ์กลับคืน
"เรื่องนี้ต้องอาศัยการทำงานเชิงพื้นที่ เพราะหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชื่อตัวเองไปอยู่ในระบบของบริษัทหรือบัญชีลงทุนได้อย่างไร จึงต้องให้ฝ่ายปกครองเข้าไปช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง"
พบคนจนจริงตกหล่นกว่า 2.3 ล้านคน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ผลการคัดกรองผู้ลงทะเบียนรอบล่าสุด ยังพบว่ามีประชาชนที่ไม่เคยได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติและมีความเดือดร้อนจริงเพิ่มขึ้นกว่า 2.3 ล้านคน
คนกลุ่มนี้จะได้รับการนำเข้าสู่ระบบในการทบทวนสิทธิ์ครั้งใหม่ เพื่อให้การช่วยเหลือของรัฐครอบคลุมผู้ที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง
“ยืนยันว่า การปรับปรุงโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะไม่กระทบต่อสิทธิ์สวัสดิการอื่นของรัฐ โดยผู้สูงอายุยังคงได้รับเบี้ยยังชีพตามอัตราเดิม 600-1,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้พิการยังได้รับเบี้ยความพิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามปกติ”







