thansettakij
thansettakij
'เอกนิติ' ดัน BOI to IPO ปั้นบริษัทเทคโนโลยีเข้าตลาดหุ้นไทย

'เอกนิติ' ดัน BOI to IPO ปั้นบริษัทเทคโนโลยีเข้าตลาดหุ้นไทย

21 ก.ค. 69 | 10:29 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ก.ค. 69 | 10:32 น.

'เอกนิติ' กางยุทธศาสตร์ Thailand Fast Pass ดัน BOI to IPO ปั้นไทยฮับ AI ดึงลงทุน 1 ล้านล้าน ยกระดับติดท็อป 20 โลก ใน 4 ปี

KEY

POINTS

  • รัฐบาลผลักดันนโยบาย "BOI to IPO" เพื่อส่งเสริมให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ตั้งฐานการผลิตในไทยไประดมทุนในตลาดต่างประเทศ และเพื่อเพิ่มบริษัทอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ให้กับตลาดทุนไทย
  • กระทรวงการคลังเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดทำระบบ Fast Track เพื่อเร่งรัดกระบวนการนำบริษัทที่มีศักยภาพสูงเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น
  • นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ด้าน AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานงาน SET Sustainability Forum #2/2026 พลิกความผันผวนของโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Supply Chain ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญคลื่นการลงทุนครั้งใหญ่ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีแรงหนุนจากการปรับห่วงโซ่อุปทานโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้นักลงทุนมองประเทศไทยเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" ที่สามารถทำธุรกิจและค้าขายกับทุกขั้วอำนาจได้

"จากการเดินทางไปหารือนักลงทุนทั้งในจีน สหรัฐอเมริกา และเวที World Economic Forum ทุกฝ่ายมองเห็นโอกาสของประเทศไทยอย่างชัดเจน วันนี้ไทยกำลังอยู่ในช่วงที่กระแสการลงทุนกำลังไหลเข้ามาอย่างมาก" นายเอกนิติ กล่าว

Thailand Fast Pass เปลี่ยน BOI เป็นการลงทุนจริง

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี

รัฐบาลจึงผลักดันนโยบาย Thailand Fast Pass เพื่อเร่งรัดการอนุมัติและปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เม็ดเงินที่ได้รับอนุมัติสามารถเปลี่ยนเป็นการลงทุนจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวเป็นเลขสองหลัก หรือมากกว่า 10%

"เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการอนุมัติการลงทุน แต่ต้องทำให้โรงงานเกิดขึ้นจริง การจ้างงานเกิดขึ้นจริง และเศรษฐกิจเติบโตจากการลงทุนเหล่านั้น" นายเอกนิติ กล่าว

ดัน BOI to IPO ปั้นบริษัทเทคโนโลยีเข้าตลาดหุ้นไทย

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ คือ BOI to IPO ซึ่งมีเป้าหมายผลักดันบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แทนการเลือกเข้าระดมทุนในตลาดทุนต่างประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องการเพิ่ม "ของใหม่" ให้กับตลาดทุน โดยเฉพาะบริษัทด้านเทคโนโลยี AI ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อยกระดับโครงสร้างตลาดทุนให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่

"ถ้าบริษัทเหล่านี้มาตั้งฐานการผลิตในไทย แต่เลือกไปจดทะเบียนในต่างประเทศ ประเทศไทยก็จะเสียโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งให้กับตลาดทุนของเรา"

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ผู้ผลิต Optical Transceiver ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับระบบ AI และ Data Center ระดับโลก ที่ปัจจุบันมีฐานการผลิตใหญ่ที่สุดของโลกอยู่ในจังหวัดสระบุรี และกำลังขยายการลงทุนไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

กระทรวงการคลังได้หารือกับบริษัทดังกล่าวเพื่อเชิญชวนให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย แทนการเลือกเข้าตลาดทุนฮ่องกง เนื่องจากบริษัทมีแผนขยายโรงงานในประเทศไทยอยู่แล้ว การระดมทุนในประเทศจะช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และสอดคล้องกับแหล่งเงินลงทุนที่ใช้ภายในประเทศ

เตรียม Fast Track เข้าตลาดหุ้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า กระทรวงการคลังเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดทำระบบ Fast Track สำหรับบริษัทในโครงการ BOI to IPO เพื่อเร่งกระบวนการเข้าจดทะเบียนของบริษัทที่มีศักยภาพสูง

"ตลาดหลักทรัพย์ต้องทำหน้าที่เป็นกองกลาง สนับสนุนให้บริษัทที่เป็นกองหน้าสามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างเต็มที่"

เชื่อมบริษัทใหญ่สู่ SME ผ่านดิจิทัล

นายเอกนิติ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ แต่ต้องการให้บริษัทเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น "พี่ใหญ่" เชื่อมโยงผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าสู่ Supply Chain โลก

รัฐบาลจะผลักดันการใช้ระบบดิจิทัล เช่น e-Tax Invoice และ PromptBiz เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการค้าระหว่างผู้ประกอบการ พร้อมใช้มาตรการภาษีเป็นแรงจูงใจ ทั้งการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) ที่รวดเร็วขึ้นสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างครบวงจร

ตั้งเป้ารายได้สูงใน 12 ปี

ทั้งนี้ รัฐบาลร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ได้กำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี และในระยะ 4 ปี ตั้งเป้ายกระดับอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจากอันดับ 26 ขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลกพร้อมผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว (Potential GDP Growth) ให้สูงกว่า 3%

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้กำหนด 7 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ เกษตรและอาหารมูลค่าสูง ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและ AI อุตสาหกรรม Wellness การท่องเที่ยวคุณภาพสูง Creative Economy และเศรษฐกิจชุมชน ควบคู่กับการปลดล็อก Direct PPA และ Third Party Access เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดของนักลงทุนทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าดึงการลงทุนใน Data Center เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมต้นน้ำด้าน AI พร้อมผลักดันการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากรผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย

"วันนี้กระแสโลกมาที่ประเทศไทยจริง ๆ ตัวเลข BOI และความสนใจจากนักลงทุนเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีที่สุด สิ่งสำคัญคือเราต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ปรับกฎระเบียบ และรักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อเปลี่ยนโอกาสครั้งนี้ให้เป็นการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย และยกระดับประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงในอนาคต" นายเอกนิติ กล่าว