
ชงบอร์ดกองทุนหมู่บ้าน 27 ก.ค.นี้ ดัน 'โครงการ SML พลัส' 349 โครงการ 99.5 ล้าน
อนุฯ SML พลัส ไฟเขียวคำขอค้างกว่า 3 ปี 349 "โครงการ SML พลัส" วงเงิน 99.5 ล้านบาท เตรียมชงบอร์ด "กองทุนหมู่บ้านแห่งชาติ" อนุมัติ 27 ก.ค. นี้ พร้อมเร่งพิจารณาต่อเนื่องเดือน ส.ค.-ก.ย. เป้าหมายระดับพันล้านบาท
KEY
POINTS
- คณะอนุกรรมการฯ SML พลัส มีมติเห็นชอบโครงการล็อตแรกจำนวน 349 โครงการ วงเงิน 99.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่ตกค้างมานานกว่า 3 ปี
- เตรียมเสนอเรื่องให้คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) พิจารณาอนุมัติในการประชุมวันที่ 27 กรกฎาคมนี้
- มีแผนเร่งรัดพิจารณาโครงการที่เหลืออย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยตั้งเป้าอนุมัติวงเงินเพิ่มเติมในระดับพันล้านบาท
หลังตกค้างมานานกว่า 3 ปี ในที่สุดโครงการ SML พลัส ก็คลอดล็อตแรกสำเร็จ โดยคณะอนุกรรมการฯ ไฟเขียวคำขอ 349 โครงการ วงเงินกว่า 99.5 ล้านบาท เตรียมเสนอบอร์ดกองทุนหมู่บ้านแห่งชาติอนุมัติ 27 ก.ค. นี้ พร้อมเร่งพิจารณาโครงการที่เหลือต่อเนื่องในเดือน ส.ค.-ก.ย.
อนุฯ SML พลัส ไฟเขียวล็อตแรก
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 302 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล คณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการสนับสนุน เสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอย่างมั่นคง หรือ "อนุฯ SML พลัส" ภายใต้การกำกับดูแลของนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้จัดประชุมครั้งที่ 4/2569 เพื่อพิจารณาคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการ SML พลัส ครั้งที่ 1 ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ
349 โครงการ วงเงิน 99.5 ล้านบาท
ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ นำผลการพิจารณาเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพื่อพิจารณาอนุมัติในการประชุมวันที่ 27 กรกฎาคม 2569
โดยโครงการที่ผ่านการพิจารณารอบแรกนี้ เป็นโครงการที่ยื่นคำขอค้างมานานกว่า 3 ปี รวมจำนวน 349 โครงการ คิดเป็นวงเงินงบประมาณรวมกว่า 99,500,000 บาท ถือเป็นก้าวแรกของการเดินหน้าโครงการ SML พลัส
เร่งพิจารณาต่อเนื่องระดับพันล้าน
สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติเตรียมเร่งรัดเสนอคำขอรับการสนับสนุนโครงการที่เหลือเข้าสู่การพิจารณาอย่างต่อเนื่อง โดยวางกรอบเวลาไว้ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2569 ตั้งเป้าอนุมัติเพิ่มเติมให้ได้ในวงเงินระดับหลักพันล้านบาทขึ้นไป
ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม







