
ดีอีปรับเกณฑ์เตือนภัยเร็วขึ้น ศึกษาดาวเทียม–AI พยากรณ์อากาศ
“ไชยชนก” เผยดีอีปรับแนวทางแจ้งเตือนเมื่อพบโอกาสเกิดภัยราว 60–70% ให้ประชาชนเตรียมรับมือล่วงหน้า พร้อมศึกษาความคุ้มค่าเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI
KEY
POINTS
- กระทรวงดีอีกำลังศึกษาเทคโนโลยีดาวเทียมวงโคจรต่ำและ AI เพื่อพยากรณ์อากาศให้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น
- ปรับเกณฑ์การแจ้งเตือนภัยพิบัติให้เร็วขึ้น โดยจะแจ้งเตือนทันทีเมื่อพบความเสี่ยง 60-70% จากเดิมที่ต้องรอความมั่นใจกว่า 90%
- ปฏิรูปการสื่อสารเตือนภัยให้ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันให้ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นข้อมูลเปิด (Open Source)
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภัยพิบัติและการพยากรณ์อากาศ ซึ่งเป็นนโยบายหลักในการสร้างความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ
ศึกษา “ดาวเทียมวงโคจรต่ำ-AI” เพิ่มความเร็วพยากรณ์อากาศ
โดยที่ผ่านมาได้มีการทดสอบความเป็นไปได้ (Proof of Concept: POC) เทคโนโลยีของบริษัท Tomorrow.io ซึ่งใช้งานดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit) ติดตั้งอุปกรณ์ Microwave Sounder ที่มีศักยภาพส่องผ่านชั้นบรรยากาศและก้อนเมฆได้ทุกชั้น ช่วยให้ประมวลผลปริมาณมวลน้ำในอากาศได้อย่างแม่นยำ
ต่างจากระบบเรดาร์แบบเดิมที่ประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อเจอเมฆหนา อีกทั้งยังนำ AI มาช่วยประมวลผลข้อมูล จนสามารถอัปเดตสถานการณ์ได้ถี่กว่าทุกๆ 1 ชั่วโมง ซึ่งใกล้เคียงกับรูปแบบเรียลไทม์
อย่างไรก็ดี การดำเนินโครงการต่อยอดหลังจบช่วง POC ยังคงอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเปรียบเทียบเทคโนโลยีและความคุ้มค่า เนื่องจากรูปแบบสัญญาเป็นลักษณะการจ่ายค่าบริการรายปี (Subscription) ไม่ใช่การซื้อขาด และปัจจุบันบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่มีเทคโนโลยี Microwave Sounder บนดาวเทียมวงโคจรต่ำ
ทั้งนี้ เพื่อความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และป้องกันข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกสเปก จึงเปิดกว้างให้บริษัทอื่นที่มีเทคโนโลยีใกล้เคียงเข้ามาร่วมนำเสนอด้วย อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าว ภายใต้วงเงินงบประมาณประจำปี โดยไม่จำเป็นต้องเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ทั้งนี้ ยังได้มีการจับมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทำโครงการ "One Map" เพื่อนำ AI มาบูรณาการข้อมูลหลักของประเทศร่วมกัน
นอกจากนี้ กระทรวงดีอี ยังเร่งปฏิรูปนโยบายการสื่อสารเตือนภัยพิบัติ โดยเปลี่ยนจากการใช้ศัพท์วิชาการที่เข้าใจยาก มาเป็นการสื่อสารข้อมูลเชิงรูปธรรมที่ตรงไปตรงมา เช่น การระบุช่วงเวลาที่ฝนหรือมวลน้ำจะมาถึง รวมทั้งปรับเกณฑ์การแจ้งเตือนใหม่ จากเดิมที่หน่วยงานมักรอให้มีความมั่นใจเกิน 90% จึงจะประกาศ เปลี่ยนมาเป็นเมื่อระบบพบความเสี่ยงหรือโอกาสเกิดขึ้นราว 60-70% ให้ทำการแจ้งเตือนประชาชนทันที
เพื่อมอบสิทธิให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้มีเวลาตัดสินใจ วางแผน และเตรียมความพร้อมในการปกป้องทรัพย์สินล่วงหน้า รับมือกับสภาวะอากาศแปรปรวนและหย่อมความกดอากาศต่ำที่พยากรณ์ว่าจะเกิดขึ้นบริเวณอ่าวไทย
เปิดข้อมูลกรมอุตุฯ ดัน Open Data เชื่อมข้อมูลรับมือภัยพิบัติ
พร้อมกันนี้ กระทรวงดีอีได้ผลักดันให้ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นข้อมูลเปิด (Open Source) เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ และสื่อมวลชนนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ ควบคู่ไปกับการจัดระเบียบการแถลงข่าวให้มีเอกภาพ
โดยรัฐบาลได้กำหนดให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แถลงหลักในภาวะวิกฤต เพื่อลดความสับสนของข่าวสารที่กระจัดกระจายหลายช่องทาง และสร้างระบบการเตือนภัยที่แม่นยำ มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด






