
ทัพนักลงทุนไทย 48 บริษัท บุกจีนครั้งใหญ่สุดประวัติศาสตร์ หาช่องทางลงทุน
นายกฯ อนุทิน นำทัพนักลงทุนไทย 48 บริษัท บุกจีน ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ระดมผู้บริหารระดับสูง 153 คน จับคู่ธุรกิจ พร้อมเปิดสำนักงานบีโอไอแห่งที่ 4 ที่นครเฉิงตู รับคลื่นลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง-พลังงานสะอาด
KEY
POINTS
- นักธุรกิจไทยชั้นนำ 153 คนจาก 48 บริษัท เดินทางเยือนจีน ถือเป็นคณะนักลงทุนไทยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อหาลู่ทางการลงทุน
- นายกรัฐมนตรีจะพบปะและรับฟังประสบการณ์การทำธุรกิจในจีนโดยตรงจากภาคเอกชน เพื่อนำข้อมูลไปผลักดันความร่วมมือกับรัฐบาลจีน
- มีการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทไทยและจีน เพื่อสร้างโอกาสและหาพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันในอนาคต
- การเยือนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายส่งเสริมการลงทุนสองทางของบีโอไอ ที่มุ่งสนับสนุนให้นักลงทุนไทยขยายฐานธุรกิจสู่จีน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 นี้ นายกรัฐมนตรีเตรียมพบกับนักธุรกิจไทยชั้นนำกว่า 153 คน จาก 48 บริษัท เพื่อพบปะและรับฟังประสบการณ์การทำธุรกิจในจีนจากภาคเอกชนโดยตรง ภายหลังเป็นประธานเปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนแห่งที่ 4 ของบีโอไอที่นครเฉิงตูแล้ว
“ในการเปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนในนครเฉิงตูในครั้งนี้ มีกิจกรรมสำคัญคือ Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon ซึ่งเป็นการร่วมรับประทานอาหารกลางวันและหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและกลุ่มนักธุรกิจไทยชั้นนำกว่า 153 คน จาก 48 บริษัท โดยจะมีนักธุรกิจ 110 คนร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการนำทัพนักธุรกิจไทยมายังประเทศจีนครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์” นายนฤตม์ ระบุ
สำหรับกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้พบปะและรับฟังประสบการณ์การทำธุรกิจในจีนจากภาคเอกชนโดยตรง เนื่องจากหลายบริษัทมีความเชี่ยวชาญและมีการลงทุนในจีนอยู่แล้ว
สำหรับข้อมูลและข้อเสนอแนะเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนายกรัฐมนตรีนำไปหารือเพื่อผลักดันความร่วมมือและขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนในโอกาสต่อไป โดยเฉพาะในการปฏิบัติภารกิจของนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องที่กรุงปักกิ่งในวันจันทร์ที่ 20 ก.ค.นี้ ซึ่งจะได้มีการหารือกับนายกรัฐมนตรีจีนในประเด็นต่าง ๆ ด้วย
นายนฤตม์ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้จะมีนักธุรกิจที่มีประสบการณ์ทำธุรกิจในประเทศจีนมาถ่ายทอดประสบการณ์การลงทุนและทำธุรกิจในประเทศจีน และยังมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างธุรกิจจีนและธุรกิจไทย โดยมีบริษัทไทยที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ที่ได้ลงทะเบียนมาแล้วมีบริษัทไทยลงทะเบียนล่วงหน้าไว้ประมาณ 40 กว่าราย ทางบีโอไอได้จัดพื้นที่เฉพาะเพื่อให้บริษัทไทยกลุ่มนี้ได้พบปะและเจรจากับธุรกิจฝั่งจีนที่มีความสนใจในรูปแบบเดียวกัน เพื่อสร้างโอกาสในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันในอนาคต
“บีโอไอให้ความสำคัญกับ การลงทุนสองทาง โดยไม่เพียงแต่ดึงดูดการลงทุนจากจีนเข้าสู่ไทย แต่ยังมุ่งส่งเสริมให้นักลงทุนไทยที่มีศักยภาพขยายฐานธุรกิจมายังจีนและหาพันธมิตรร่วมทุน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก” นายนฤตม์ ระบุ
สำหรับกลุ่มนักธุรกิจที่เข้าร่วมโต๊ะหารือกับนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ครอบคลุมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์สำคัญหลายด้าน ได้แก่ องค์กรพันธมิตรและยักษ์ใหญ่ภาคการผลิต นำโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน ได้แก่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจกระทิงแดง (TCP)
บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง กลุ่มสหฟาร์ม กลุ่มมิตรผล เครือซิเมนต์ไทย (SCG) บริษัท บ้านปู บริษัท Energy Absolute (EA) บริษัทอมตะ ดับบลิวเอชเอ กลุ่มสถาบันการเงินและบริการ มีตัวแทนจากธนาคารพาณิชย์หลักของไทย เช่น KBANK, ธนาคารกรุงเทพ รวมถึงกลุ่มค้าปลีกและการแพทย์อย่าง The Mall Group,ไทยเบฟเวอเรจ และ BDMS เป็นต้น
โลกเข้าสู่คลื่นการลงทุนลูกใหม่รอบ 40 ปี
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ทิศทางการลงทุนในปัจจุบันเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของโลก วันนี้โลกเปลี่ยนจริงๆ มีคลื่นการลงทุนลูกใหม่ เหมือนคลื่นการลงทุนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1980 ตอนนั้นเป็นคลื่นการลงทุนจากญี่ปุ่น
แต่วันนี้คือคลื่นการลงทุนลูกใหม่ ประกอบไปด้วยเทคโนโลยี AI พลังงานสะอาด ดิจิทัล และระบบอัตโนมัติ โดยรัฐบาลยังคงพุ่งเป้าหมายไปที่การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และหุ่นยนต์อีกด้วย
นายเอกนิติ กล่าวว่า ความโดดเด่นของการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ คือการผนึกกำลังกับภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่ขนทัพร่วมเดินทางไปเป็นจำนวนมาก เพื่อร่วมเวทีจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับนักลงทุนจีน เพื่อเจรจาดึงดูดการลงทุนครั้งใหญ่เข้าสู่ประเทศไทย และแสดงศักยภาพความพร้อมของประเทศ โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศร่วมเดินทาง เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP), กลุ่มอมตะ (AMATA), สหพัฒน์ (SPI) รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ







