thansettakij
thansettakij
นายกรัฐมนตรี หารือคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน

อินไซด์วงนายกฯ ถก 40 บิ๊กธุรกิจยุโรป ยก Direct PPA หวังมัดใจนักลงทุน

16 ก.ค. 69 | 07:45 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.ค. 69 | 07:53 น.

อินไซด์เวทีหารือร่วมกันระหว่างนายกฯ อนุทิน กับนักธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท รัฐบาลแจ้งแนวทางส่งเสริมการลงทุนตามนโยบายพลังงานใหม่ ชู Direct PPA พลังงานสะอาด ดึงดูดใจ รองรับอุตสาหกรรมอนาคต

KEY

POINTS

  • นายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจได้หารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำจากยุโรปกว่า 40 แห่ง เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน
  • รัฐบาลชูนโยบายข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ที่เปิดกว้างให้ทุกภาคอุตสาหกรรมสามารถจัดหาพลังงานสะอาดได้โดยตรง เพื่อเป็นจุดขายสำคัญในการดึงดูดนักลงทุน
  • นโยบายพลังงานสะอาดและ Direct PPA มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนยุโรปที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ESG และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก
  • นอกเหนือจากนโยบายพลังงาน รัฐบาลยังเร่งปรับปรุงกฎระเบียบและผลักดันการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ คณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) โดยมีผู้แทนบริษัทชั้นนำของยุโรปกว่า 40 บริษัท จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ประกอบไปด้วย

อุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ และสุขภาพ การเงิน ธนาคาร และประกันภัย ยานยนต์และอุตสาหกรรม พลังงาน เกษตรและอาหาร เทคโนโลยีและดิจิทัล โรงแรมและการท่องเที่ยว และสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป 

 

คณะผู้แทนกลุ่มธุรกิจจากสหภาพยุโรป เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 16 กรกฎาคม 2569

 

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยรายละเอียดของการหารือครั้งนี้ว่า นายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์ รมว.พลังงาน นายพัฒนา นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้ใช้เวทีดังกล่าวให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทาง พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุนยุโรป ให้กับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป–อาเซียน (EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) รับทรา

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์โลกขณะนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รัฐบาลจึงต้องสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน หรือ Energy Resilience ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน พร้อมเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้มีการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังปรับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้กำกับดูแล ไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการเปิดทางให้ภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนมีทางเลือกในการผลิตหรือจัดหาไฟฟ้าสะอาดมากขึ้น ผ่านเทคโนโลยีที่มีต้นทุนคุ้มค่าและตอบโจทย์ Net Zero

 

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน หารือคณะผู้แทนกลุ่มธุรกิจจากสหภาพยุโรป

 

ส่วนความคืบหน้าสำคัญคือมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมาที่ได้เพิ่งเห็นชอบการเปิดกว้างข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct Power Purchase Agreement หรือ Direct PPA จากเดิมที่หารือเฉพาะกลุ่ม Data Center 2,000 เมกะวัตต์ ให้ครอบคลุมทุกภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด

นโยบายดังกล่าวนับเป็นสัญญาณสำคัญต่อนักลงทุนยุโรป เพราะไฟฟ้าสะอาดไม่ใช่เพียงต้นทุนพลังงาน แต่เป็นเงื่อนไขของห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องดำเนินธุรกิจตามมาตรฐาน ESG และเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

“ภายใน 2 เดือน กระทรวงพลังงานจะออกแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบพลังงานไทย โดยรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคง ความยั่งยืน และต้นทุนราคาพลังงานที่ต้องแข่งขันได้ในเชิงธุรกิจ” นายเอกนัฏ ระบุ

ขณะที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับ BCG, ESG และเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ซึ่งเป็นทิศทางที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเดินไปพร้อมกับโลก โดยขณะนี้หลายอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัวสู่การใช้พลังงานสะอาดและการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว 

อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังกำลังเร่งปรับปรุงและยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจกว่า 7,000 ฉบับ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่คล่องตัว พร้อมย้ำว่าไทยมีนิคมอุตสาหกรรมกว่า 80 แห่งใน 18 จังหวัด ที่พร้อมรองรับการลงทุนใหม่จากยุโรป ทั้งด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้แข็งแกร่งและมีความยั่งยืน

 

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม หารือคณะผู้แทนกลุ่มธุรกิจจากสหภาพยุโรป

 

สำหรับระหว่างการพบหารือ ผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปเสนอความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ทั้งยานยนต์คาร์บอนต่ำ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในโรงงานและอาคาร นวัตกรรมสุขภาพ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ การเงิน ประกัน และระบบรองรับสังคมสูงวัย สะท้อนว่าไทยถูกมองเป็นฐานอุตสาหกรรมอนาคต ไม่ใช่เพียงฐานผลิตต้นทุนต่ำ

ด้านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ยุโรปเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และการที่บริษัทชั้นนำของยุโรปยังคงลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศ รัฐบาลจึงเดินหน้าเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย เพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ การสร้างงาน และรายได้ที่เพิ่มขึ้นแก่ประชาชน โดยตอนนี้รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ คือ

1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งระบบดิจิทัล AI พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่

2.ยกระดับระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน รวมถึง EEC และ Southern Economic Corridor เพื่อให้การขนส่งสะดวก ต้นทุนลดลง และดึงดูดการลงทุนมากขึ้น

3.ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน ผ่านโครงการ Thailand FastPass และการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

 

คณะผู้แทนกลุ่มธุรกิจจากสหภาพยุโรป เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 16 กรกฎาคม 2569

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ไทยต้องการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและนวัตกรรมสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล AI วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมเดินหน้าผลักดันการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดยุโรปได้มากขึ้น และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

ส่วนผู้แทนภาคธุรกิจยุโรป กล่าวในที่ประชุมร่วมกันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของยุโรป ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง ฐานการผลิต และแรงงานที่มีคุณภาพ พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการผลักดัน Thailand–EU FTA และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย

พร้อมทั้งยังเสนอความร่วมมือ 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค การเงินและการลงทุน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่จะช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ