thansettakij
thansettakij
บีโอไอชี้ 4 แรงหนุน ไฟฟ้าสะอาดบูม แต้มต่อใหม่ไทย ชิงเม็ดเงิน FDI โลก

บีโอไอ ชี้ทิศ 'ไฟฟ้าสีเขียว' ดาวเด่นยุคใหม่ 5 ปี ยอดลงทุนทะลัก 3.55 แสนล้าน

15 ก.ค. 69 | 09:15 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ก.ค. 69 | 09:32 น.

บีโอไอเผย 5 ปี เงินลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดทะลุ 3.55 แสนล้านบาท 2,330 โครงการ สะท้อน "ไฟฟ้าสีเขียว" ก้าวจากธุรกิจพลังงานสู่ปัจจัยชี้ขาดการลงทุนโลก เผย 4 แรงหนุนดันนักลงทุนแห่ลงทุน

KEY

POINTS

  • บีโอไอชี้ 4 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการลงทุนพลังงานสะอาด ได้แก่ เป้าหมายความยั่งยืนของบริษัทชั้นนำ, การเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง, มาตรการการค้าโลก (CBAM) และการขยายตัวของอุตสาหกรรมสีเขียว
  • ความพร้อมด้านพลังงานสะอาดได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยนักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • การลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงถึง 3.55 แสนล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการลงทุนแห่งอนาคต

การลงทุนด้านพลังงานสะอาดของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ หลังภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติเร่งขยายการลงทุนรองรับกระแสเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดของอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

ส่งผลให้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดรวม 2,330 โครงการ คิดเป็นมูลค่าลงทุนกว่า 355,000 ล้านบาท สะท้อนว่า "พลังงานสีเขียว" ได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกฐานการลงทุน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ตั้งแต่ปี 2564 ถึงไตรมาสแรกปี 2569 บีโอไอให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยมีคำขอรับการส่งเสริมในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ชีวมวล รวมถึงพลังงานจากขยะ รวมกว่า 2,330 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 355,000 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนต่อศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแห่งอนาคต ขณะเดียวกันยังเป็นผลจากการที่ภาครัฐเร่งผลักดันกลไกสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าสะอาด ทั้ง Utility Green Tariff (UGT) ซึ่งได้ประกาศอัตราค่าไฟแล้ว และกลไก Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) ที่อยู่ระหว่างเตรียมประกาศใช้ ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้มากขึ้น และเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่อการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานในระยะต่อไป

พลังงานสะอาด พลิกเป็นปัจจัยชี้ขาดลงทุน

นายนฤตม์ กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนด้านพลังงานสะอาดเติบโตต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดในการดำเนินธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานสะอาดไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันของภาคธุรกิจทั่วโลก

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

ปัจจัยแรก มาจากการที่บริษัทชั้นนำทั่วโลกกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น Net Zero, Carbon Neutrality และ RE100 ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และเลือกลงทุนในประเทศที่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดได้อย่างเพียงพอและมีเสถียรภาพ

ปัจจัยที่สอง คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น Data Center, Cloud Services, AI Infrastructure และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล และให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาด ทำให้ความพร้อมด้านพลังงานกลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญในการเลือกประเทศลงทุน

"วันนี้นักลงทุนไม่ได้พิจารณาเฉพาะสิทธิประโยชน์ด้านภาษี แต่ให้ความสำคัญกับความพร้อมของระบบไฟฟ้าสะอาดควบคู่กับความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้า เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน"

CBAM-อุตสาหกรรมสีเขียว หนุนดีมานด์พุ่ง

อีกแรงผลักดันสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ตลอดจนข้อกำหนดด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศคู่ค้าและบริษัทข้ามชาติ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งลดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ขณะเดียวกัน การขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอุตสาหกรรมสีเขียว ยังเป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ผลิตรายใหญ่ต่างให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกขั้นตอนของการผลิต

นายนฤตม์ กล่าวว่า นอกจากตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว พลังงานสะอาดยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ผ่านการเพิ่มความหลากหลายของแหล่งผลิตไฟฟ้า ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

"การพัฒนาพลังงานสะอาดจึงไม่ใช่เพียงการลดการปล่อยคาร์บอน แต่เป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของไทยในระยะยาว"

โซลาร์-BESS ขึ้นแท่นดาวเด่นพลังงานยุคใหม่

สำหรับทิศทางการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นายนฤตม์ กล่าวว่า พลังงานแสงอาทิตย์ ยังคงเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทั้งในรูปแบบโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นทุนการลงทุนลดลงต่อเนื่อง ติดตั้งได้รวดเร็ว และตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่ต้องการลดต้นทุนพลังงานควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ขณะที่ พลังงานชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ยังเป็นจุดแข็งของประเทศไทย จากความได้เปรียบด้านวัตถุดิบทางการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ส่วน พลังงานลม แม้ยังมีศักยภาพ แต่การลงทุนยังจำกัดอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรลม ทำให้จำนวนโครงการยังน้อยกว่าพลังงานแสงอาทิตย์

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่บีโอไอมองว่าจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น คือ ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System : BESS) ซึ่งจะเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า รองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน โดยสามารถกักเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้ในช่วงกลางวัน และจ่ายไฟในช่วงที่มีความต้องการใช้สูงหรือช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้น้อย

นายนฤตม์ กล่าวว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า บีโอไอมองว่า "Solar + Energy Storage" จะเป็นเทคโนโลยีดาวเด่นของประเทศไทย เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ระบบไฟฟ้าสะอาดมีเสถียรภาพ รองรับการลงทุนของอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะ Data Center, AI Infrastructure และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดอย่างต่อเนื่องและเชื่อถือได้

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าจับตา คือ ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) แม้ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ในระยะยาวจะมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก เช่น เหล็ก ปิโตรเคมี และการขนส่งหนัก

 

ภาพประกอบข่าว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

งัด "ยาแรง" สร้าง Green Ecosystem ชิงลงทุนอาเซียน

ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดการลงทุนกับเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย บีโอไอประเมินว่า ประเทศไทยไม่ได้แข่งขันด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ใช้กลยุทธ์สร้าง "ระบบนิเวศการลงทุนสีเขียว (Green Investment Ecosystem)" ที่เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่พลังงานสะอาด แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ไปจนถึงอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI

ในด้านมาตรการส่งเสริม บีโอไอยังคงให้สิทธิประโยชน์แก่กิจการผลิตพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และกิจการที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับมาตรการ Smart & Sustainable Industry ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ใช้เครื่องจักรประหยัดพลังงาน และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด โดยได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร

อีกกลไกสำคัญคือ กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่ใช้สนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ยานยนต์สมัยใหม่ และอากาศยาน

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเร่งผลักดันกลไก Direct PPA และ Utility Green Tariff (UGT) เพื่อเปิดทางให้ภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้มากขึ้น รองรับความต้องการของบริษัทระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทาง RE100 และ ESG ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเลือกฐานการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ

"จุดแข็งของไทยไม่ได้อยู่ที่สิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และระบบพลังงานที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถดำเนินธุรกิจและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว"

ปักหมุดปี 2573 ดันไทยสู่ Green Investment Hub

นายนฤตม์ กล่าวว่า เป้าหมายของบีโอไอภายในปี 2573 ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวเลขมูลค่าการลงทุนหรือกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาด แต่ต้องการใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในภูมิภาค

หัวใจสำคัญคือ การพัฒนาระบบพลังงานที่สามารถรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้อย่างเพียงพอ มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้าน ESG และ RE100 ของบริษัทชั้นนำทั่วโลก

"การแข่งขันดึงดูดการลงทุนในอนาคต จะไม่ได้วัดกันที่สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกันที่ความพร้อมของประเทศในการจัดหาไฟฟ้าสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์การลงทุนแห่งอนาคต" นายนฤตม์ กล่าว