
อนุทิน เปิดทำเนียบรับ 40 บริษัทยุโรป พร้อมแก้กฎหมาย 7,000 ฉบับรับลงทุน
นายกฯ อนุทิน เปิดทำเนียบรัฐบาล หารือนักธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ชงข้อเสนอความร่วมมือ ไทยพร้อมเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA ไทย–EU และ OECD แก้กฎหมาย 7,000 ฉบับ ดึงการลงทุน สร้างงาน และยกระดับเศรษฐกิจไทย
KEY
POINTS
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของยุโรปกว่า 40 แห่ง เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมการค้าและการลงทุน
- รัฐบาลไทยยืนยันความพร้อมในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยจะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน
- รัฐบาลมีแผนปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ภายใต้แนวคิด Regulatory Guillotine เพื่อปรับปรุงกฎหมายที่ไม่จำเป็นกว่า 7,000 ฉบับให้ทันสมัยและลดอุปสรรคทางธุรกิจ
- ภาคธุรกิจยุโรปมองว่าไทยยังคงเป็นจุดหมายการลงทุนที่สำคัญ และพร้อมร่วมมือในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ขณะที่ไทยเร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป
วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) โดยมีผู้แทนบริษัทชั้นนำของยุโรปกว่า 40 บริษัท จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่
อุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ และสุขภาพ การเงิน ธนาคาร และประกันภัย ยานยนต์และอุตสาหกรรม พลังงาน เกษตรและอาหาร เทคโนโลยีและดิจิทัล โรงแรมและการท่องเที่ยว และสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ บริษัท Bayer, Boehringer Ingelheim, Sanofi, Siemens Healthineers, Prudential, Standard Chartered, Robert Bosch, Michelin, Siemens Energy, Danone, SAP และ Kenvue เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายอนุทิน กล่าวว่า ยุโรปเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และการที่บริษัทชั้นนำของยุโรปยังคงลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศ รัฐบาลจึงเดินหน้าเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย เพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ การสร้างงาน และรายได้ที่เพิ่มขึ้นแก่ประชาชน
ทั้งนี้รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งระบบดิจิทัล AI พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่
2.ยกระดับระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน รวมถึง EEC และ Southern Economic Corridor เพื่อให้การขนส่งสะดวก ต้นทุนลดลง และดึงดูดการลงทุนมากขึ้น
3.ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน ผ่านโครงการ Thailand FastPass และการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ไทยต้องการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและนวัตกรรมสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล AI วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมเดินหน้าผลักดันการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดยุโรปได้มากขึ้น และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย
ด้านผู้แทนภาคธุรกิจยุโรป ยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของยุโรป ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง ฐานการผลิต และแรงงานที่มีคุณภาพ พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการผลักดัน Thailand–EU FTA และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย
ผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยังได้เสนอความร่วมมือใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค การเงินและการลงทุน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่จะช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมุ่งสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับความยั่งยืน โดยเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมายภายใต้แนวคิด Regulatory Guillotine เพื่อลดขั้นตอนและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่ไม่จำเป็นกว่า 7,000 ฉบับ ให้ทันสมัยและเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น
“เมื่อประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ดีขึ้น จะช่วยดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากต่างประเทศ เกิดการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้แรงงานไทย ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม” นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งกำลังจะครบรอบ 65 ปี จะยิ่งแน่นแฟ้นและนำมาซึ่งโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายต่อไป







