thansettakij
thansettakij
จับตาบอร์ด EEC เคาะอนาคตไฮสปีด 3 สนามบิน เดิมพันเศรษฐกิจภาคตะวันออก

จับตาบอร์ด EEC เคาะอนาคตไฮสปีด 3 สนามบิน เดิมพันเศรษฐกิจภาคตะวันออก

11 ก.ค. 69 | 01:09 น.

EEC ไม่ปล่อยล่ม เปิดทุกทางเลือกกู้โปรเจกต์รถไฟ 3 สนามบิน เดินหน้าลงทุน เตรียมรีเซ็ตโครงการใหม่ ลดเวลาสูญเสียประเทศ หลังเอกชนใช้สิทธิยุติสัญญา

KEY

POINTS

  • บอร์ด EEC เตรียมพิจารณาแนวทางโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หลังเอกชนคู่สัญญา (กลุ่มซีพี) แจ้งขอยุติสัญญา
  • การรถไฟฯ และบริษัท เอเชีย เอรา วัน ต้องเจรจาเรื่องทรัพย์สินและค่าเสียหายตามเงื่อนไขหลังสัญญาสิ้นสุดลง
  • ภาครัฐจะหารูปแบบโครงการใหม่โดยเร็วที่สุดเพื่อเชื่อมต่อไปยังสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งอาจไม่ใช่รถไฟความเร็วสูงรูปแบบเดิม

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ไฮสปีด 3 สนามบิน) ภายหลังบริษัท เอเชีย เอรา วัน ซึ่งมีกลุ่มซีพี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แจ้งใช้สิทธิตามสัญญาเพื่อยุติสัญญาร่วมลงทุนว่า ขั้นตอนหลังจากนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และบริษัทเอกชนในฐานะคู่สัญญาจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา 

ทั้งในส่วนของสิทธิ หน้าที่ และประเด็นทรัพย์สินหรือค่าเสียหายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนอีอีซี จะต้องนำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ดอีอีซี) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อรับทราบการสิ้นสุดสัญญา และพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการในระยะต่อไปว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด  

อย่างไรก็ดี ต้องเรียนว่าขณะนี้ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาการประชุมได้  ต้องรอการกำหนดวันประชุมจากนายกรัฐมนตรีก่อน เรื่องของสัญญาเป็นเรื่องระหว่างร.ฟ.ท. กับเอกชน เมื่อสัญญาสิ้นสุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ต้องไปดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา ส่วนภาครัฐต้องมาดูว่าโครงการจะเดินหน้าต่ออย่างไร เพราะระบบรางที่เชื่อมสนามบินอู่ตะเภายังจำเป็นต้องมี แต่จะเป็นรูปแบบใด ต้องมาพิจารณากันอีกครั้ง

 

ร.ฟ.ท.-เอเชีย เอรา วันต้องเจรจากันเอง

ส่วนประเด็นการชดเชยหรือค่าเสียหายต่างๆ รวมถึงค่าเสียเวลา เสียโอกาสการใช้ไฮสปีดเทรนด์นั้น เป็นเรื่องที่ร.ฟ.ท.และเอเชีย เอรา วัน คู่สัญญาจะต้องเจรจากันเอง ซึ่งอีอีซีไม่ได้เป็นคู่สัญญา จึงไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงรายละเอียดได้

จับตาบอร์ด EEC เคาะอนาคตไฮสปีด 3 สนามบิน เดิมพันเศรษฐกิจภาคตะวันออก

 

“หากให้เปรียบเทียบ ก็เหมือนคนแต่งงานกันแล้วหย่า ยุติความสัมพันธ์ แต่ละฝ่ายต้องไปแบ่งสิทธิและทรัพย์สินกันเอง ค่าเสียหาย ค่าลงทุนที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้ ก็ต้องไปตกลงกัน ส่วนที่บริษัทเอกชนชี้แจงว่า ไม่ได้ถอนการลงทุน แต่เป็นการใช้สิทธิตามสัญญานั้น คือการเลือกใช้ถ้อยคำเป็นสิทธิของเอกชน แต่ในข้อเท็จจริง หากสัญญาสิ้นสุดลง ก็ถือว่า สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ รวมถึงสิทธิการบริหารแอร์พอร์ตลิ้งค์ก็ต้องจบลงด้วย โดยรายละเอียดสามารถพิจารณาได้จากข้อกำหนดในสัญญา”

สำหรับแนวทางดำเนินโครงการหลังจากนี้ จะต้องหารือร่วมกับ ร.ฟ.ท.เพื่อกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดว่า จะใช้แนวทางเดิมแล้วปรับรูปแบบใหม่ หรือดำเนินการในลักษณะใด ซึ่งเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การเชื่อมต่อระบบคมนาคมไปยังสนามบินอู่ตะเภาให้เกิดขึ้นโดยเร็ว และต้องเกิดขึ้นไปพร้อมกัน จึงยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะต้องเปิดประมูลใหม่หรือไม่ เพราะต้องหารือรายละเอียดก่อน สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรไม่ให้ประเทศเสียเวลาไปมากกว่านี้ เราเสียเวลากับโครงการนี้มานานแล้วถึง 8 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนนั้น สิ่งที่ภาครัฐควรทำในเวลานี้คือเร่งกำหนดแนวทางใหม่ให้เกิดความชัดเจน มากกว่ากลับไปถกเถียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เพราะอดีตก็แก้ไขไม่ได้จะมัวแต่ยืนอยู่กับที่หรือจะเดินหน้าต่อ 

มองว่าควรเดินหน้าเพราะถ้ามัวแต่รื้ออดีต ก็ไปไม่ถึงอนาคต ขณะที่รูปแบบโครงการในอนาคต ยังไม่จำเป็นต้องสรุปว่า จะต้องเป็นรถไฟความเร็วสูงเหมือนเดิมหรือไม่ ทุกทางเลือกยังเปิดกว้าง หากรัฐบาลเห็นว่ายังควรเดินหน้าในรูปแบบเดิมก็สามารถทำได้ แต่จะต้องใช้เวลาในการออกแบบและจัดทำกระบวนการใหม่ทั้งหมด

เวลานี้หนึ่งในทางเลือก คือ แนวคิดระบบรางระยะประมาณ 160 กิโลเมตร แต่ทั้งหมดต้องหารือร่วมกับร.ฟ.ท. เปรียบเทียบทุกทางเลือก เพราะเป้าหมายสำคัญคือ ไม่ให้ประเทศเสียเวลาไปมากกว่านี้ ส่วนที่ว่านักลงทุนไม่เชื่อมั่นในการลงทุนแล้วนั้น ถ้าจะไม่เชื่อมั่นก็ไม่เชื่อมั่นตั้งแต่แรกอยู่แล้วไม่เกี่ยวกับว่าโครงการล้ม แล้วที่ว่าบางธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว ดิสนีแลนด์ ที่เคยจะมาลงทุนในไทยอาจไม่มาลงทุนแล้ว เพราะไม่มีไฮสปีด แต่ไม่ได้บอกว่า ไม่มีรถไฟแล้ว ยังมี แต่แค่ความเร็วมันลดลง