thansettakij
thansettakij
งบรักษาข้าราชการวิกฤต เบิกทะลุแสนล้าน 2 ปีติด รัฐยกเครื่องระบบเบิกตรง

งบรักษาข้าราชการวิกฤต เบิกทะลุแสนล้าน 2 ปีติด รัฐยกเครื่องระบบเบิกตรง

11 ก.ค. 69 | 02:19 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.ค. 69 | 02:29 น.

รัฐศึกษาปฏิรูปการรักษาข้าราชการ ชงเปลี่ยนเบิกตรง เป็นประกันสุขภาพแทน หลังยอดเบิกจ่ายสูงทะลุแสนล้าน 2 ปีติด เกินงบที่ตั้งไว้

KEY

POINTS

  • ยอดเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการพุ่งสูงเกิน 1 แสนล้านบาทติดต่อกันเป็นปีที่ 2 (ปีงบประมาณ 2567-2568) และงบประมาณปี 2569 ถูกใช้หมดแล้วภายใน 9 เดือนแรก
  • รัฐบาลกำลังศึกษาแนวทางปฏิรูประบบครั้งใหญ่ โดยพิจารณาเปลี่ยนจากระบบ "เบิกจ่ายตรง" ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไปสู่ระบบ "ประกันสุขภาพ"
  • การปฏิรูปดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณ และสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

รัฐบาลเดินหน้าศึกษาแนวทางปฏิรูประบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการครั้งใหญ่ หลังภาระงบประมาณพุ่งต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จนยอดเบิกจ่ายจริงทะลุ 100,000 ล้านบาทติดต่อกัน 2 ปี และล่าสุดปีงบประมาณ 2569 เพียงสิ้นไตรมาส 3 ก็ใช้วงเงินเกินกว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรรทั้งปีแล้ว ส่งผลให้รัฐบาลเริ่มพิจารณาปรับรูปแบบการดูแลจากระบบ "เบิกจ่ายตรง" ไปสู่ระบบประกันสุขภาพ เพื่อควบคุมรายจ่ายและสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังศึกษาทางเลือกในการปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จากรูปแบบการเบิกจ่ายตรง ไปสู่ระบบประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณ หลังภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและสูงกว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรรแทบทุกปี

งบรักษาข้าราชการพุ่งไม่หยุด 10 ปี เบิกเกินงบเกือบทุกปี

แหล่งข่าวรายงานว่า ข้อมูลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ.2560-2569) ภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหลายปีมียอดเบิกจ่ายจริงสูงกว่างบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรไว้หลายหมื่นล้านบาท ดังนี้

  • ปีงบประมาณ 2560 รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 60,000 ล้านบาท แต่มีการเบิกจ่ายจริงถึง 73,631.83 ล้านบาท สูงกว่างบประมาณกว่า 13,631 ล้านบาท
  • ปี 2561 จัดสรรงบประมาณเพิ่มเป็น 63,000 ล้านบาท แต่ยอดเบิกจ่ายยังอยู่ที่ 74,264.21 ล้านบาท
  • ปี 2562 รัฐบาลเพิ่มงบประมาณเป็น 75,100 ล้านบาท ขณะที่ยอดเบิกจ่ายอยู่ที่ 74,782.58 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ปีที่การใช้จ่ายต่ำกว่างบประมาณ
  • ปี 2563 จัดสรรงบประมาณ 76,850 ล้านบาท และเบิกจ่ายจริง 76,023.82 ล้านบาท
  • ปี 2564 แม้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณเป็น 85,000 ล้านบาท แต่การเบิกจ่ายอยู่ที่ 79,725.20 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น

หลังโควิดเป็นโรคประจำถิ่น ค่าใช้จ่ายพุ่งแรง

แหล่งข่าวระบุว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566 เป็นต้นมา ที่รัฐบาลประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง หรือโรคประจำถิ่น ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2565 ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยโควิดไม่ได้แยกเป็นงบเฉพาะอีกต่อไป แต่ถูกรวมอยู่ในงบสวัสดิการรักษาพยาบาลตามปกติ ส่งผลให้ปีงบประมาณ 2565 รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 83,050 ล้านบาท แต่มีการเบิกจ่ายจริงสูงถึง 90,699.67 ล้านบาท

จากนั้นในปีงบประมาณ 2566 แม้รัฐบาลจะลดกรอบงบประมาณลงเหลือ 76,000 ล้านบาท แต่ยอดเบิกจ่ายกลับพุ่งขึ้นเป็น 96,507.94 ล้านบาท หรือสูงกว่างบประมาณกว่า 20,500 ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2567 เป็นปีแรกที่ยอดเบิกจ่ายจริงแตะระดับ 106,557.40 ล้านบาท 

“ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ค่าใช้จ่ายสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการทะลุหลัก 100,000 ล้านบาท แม้ว่ารัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณไว้เพียง 79,565 ล้านบาท ส่งผลให้ต้องรับภาระงบประมาณส่วนเกินเกือบ 27,000 ล้านบาท”

แนวโน้มดังกล่าวยังต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2568 โดยรัฐบาลเพิ่มงบประมาณเป็น 93,800 ล้านบาท แต่ยอดเบิกจ่ายจริงยังสูงถึง 106,740.40 ล้านบาท หรือสูงกว่างบประมาณกว่า 12,900 ล้านบาท

ปี 2569 ยังไม่จบปี งบหมดแล้ว

สำหรับปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลได้เพิ่มวงเงินงบประมาณเป็น 94,200 ล้านบาท เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการใช้จ่ายเพียง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ หรือสิ้นสุดไตรมาสที่ 3 พบว่า มีการเบิกจ่ายแล้ว 94,273.72 ล้านบาท สูงกว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรรสำหรับทั้งปีเป็นที่เรียบร้อย

“แม้รัฐบาลจะทยอยเพิ่มกรอบงบประมาณทุกปี แต่ยังไม่สามารถรองรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ และมีความเป็นไปได้สูงที่ยอดเบิกจ่ายทั้งปีงบประมาณ 2569 จะสูงกว่าปีที่ผ่านมา หากแนวโน้มการใช้บริการรักษาพยาบาลยังอยู่ในระดับเดิม”

 

ศึกษารื้อระบบสวัสดิการรักษา ใช้ประกันสุขภาพแทน

แหล่งข่าวกล่าวว่า ภาระงบประมาณด้านสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว กำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงกดดันสำคัญต่อฐานะการคลังของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลมีภาระการใช้งบประมาณเพื่อดูแลเศรษฐกิจ สังคม และรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัย

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการไปสู่ระบบประกันสุขภาพ ซึ่งจะทำให้สามารถบริหารความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กำหนดงบประมาณล่วงหน้าได้ชัดเจน ลดปัญหาการเบิกจ่ายเกินกรอบงบประมาณ และช่วยสร้างเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวยังต้องศึกษารายละเอียดเชิงลึก ทั้งรูปแบบการประกัน การกำหนดสิทธิประโยชน์ แหล่งเงินสมทบ ตลอดจนมาตรการคุ้มครองสิทธิของข้าราชการและผู้มีสิทธิ เพื่อให้การปฏิรูปไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการรักษาพยาบาลและการเข้าถึงบริการของผู้ใช้สิทธิในอนาคต