thansettakij
thansettakij
เจาะลึกปม 10 ปี “ซื้อประกันให้ข้าราชการ” สะดุด แนะรอบใหม่ต้องใช้ข้อมูลเชิงลึก

นักเศรษฐศาสตร์ผ่าบทเรียน 10 ปี 'ประกันสุขภาพข้าราชการ' เริ่มดีแต่ไม่สะเด็ดน้ำ

เปิดเบื้องลึก แนวคิดให้เอกชนบริหารสวัสดิการข้าราชการเคยสะดุดเมื่อ 10 ปีก่อน เหตุข้าราชการกังวลจะเสียสิทธิประโยชน์ และภาคเอกชนขาดข้อมูลเชิงลึกในการออกแบบแผน แนะเริ่มจากโครงการนำร่องก่อน

KEY

POINTS

  • แนวคิดให้เอกชนบริหารสวัสดิการข้าราชการเคยสะดุดเมื่อ 10 ปีก่อน เนื่องจากข้าราชการกังวลว่าจะเสียสิทธิประโยชน์ และภาคเอกชนขาดข้อมูลเชิงลึกในการออกแบบแผน
  • การรื้อฟื้นแนวคิดครั้งใหม่จำเป็นต้องให้ภาคเอกชนเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก เช่น ข้อมูลโรค แนวทางการรักษา และต้นทุน เพื่อใช้วิเคราะห์และออกแบบรูปแบบการบริหารที่เหมาะสม
  • ข้อเสนอแนะคือไม่ควรโอนย้ายทั้งระบบในทันที แต่ให้เริ่มจากโครงการนำร่อง (Pilot Project) ในกลุ่มโรคค่าใช้จ่ายสูง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพก่อนขยายผล

แนวคิดการเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมบริหารสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งกำลังถูกหยิบยกกลับมาศึกษาอีกครั้ง แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคยมีการหารือมาแล้วเมื่อราว 10 ปีก่อน

อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากเกิดความกังวลว่าจะกระทบสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ ขณะที่ภาคเอกชนเองยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะออกแบบรูปแบบการบริหารที่เหมาะสม

ดร.จุฑาทอง จารุมิลินท ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า จุดเริ่มต้นของแนวคิดดังกล่าวเกิดจากการที่ภาครัฐมองเห็นแนวโน้มค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์ และต้นทุนการรักษาที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทั้งภาครัฐและภาคประกันภัยเอกชนต้องเผชิญเหมือนกัน

ความต่าง สวัสดิการของภาครัฐ Vs ประกันเอกชน

อย่างไรก็ตาม ระบบสวัสดิการของภาครัฐมีลักษณะแตกต่างจากประกันสุขภาพของภาคเอกชน เนื่องจากรัฐต้องดูแลข้าราชการไปตลอดชีวิต รวมถึงบุพการี คู่สมรส และบุตร ขณะที่ผลิตภัณฑ์ประกันของเอกชนส่วนใหญ่มีเงื่อนไขด้านอายุ ระยะเวลาคุ้มครอง หรือวงเงินคุ้มครองที่แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่าหากเอกชนเข้ามาดำเนินการ สิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการอาจถูกลดทอน

"ในช่วงนั้นเพียงแค่มีข่าวว่ามีการหารือกับภาคเอกชน ก็เกิดกระแสความกังวลทันที ทั้งที่ยังไม่มีข้อสรุปหรือรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร จึงทำให้เรื่องนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้" ดร.จุฑาทองกล่าว

ดร.จุฑาทองอธิบายว่า การหารือเมื่อสิบปีก่อนยังเป็นเพียงการพูดคุยในภาพกว้างเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ ไม่ใช่การตัดสินใจมอบหมายให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหารระบบ แต่เมื่อข่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยเฉพาะฝ่ายข้าราชการ เกิดความกังวลว่าจะถูกลดสิทธิประโยชน์ ส่งผลให้การหารือยุติลงก่อนที่จะเข้าสู่การศึกษาเชิงลึก

ข้อมูลที่ต้องมี หากเริ่มศึกษารอบใหม่

สำหรับการศึกษารอบใหม่ ดร.จุฑาทองเห็นว่า หากภาครัฐต้องการประเมินความเป็นไปได้อย่างจริงจัง จำเป็นต้องเปิดให้ภาคเอกชนเข้าถึงข้อมูลที่มีความละเอียดมากกว่าข้อมูลด้านการเงินที่กรมบัญชีกลางจัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อมูลด้านโรค แนวทางการรักษา การใช้ยา และต้นทุนการรักษา ซึ่งควรอยู่ในรูปแบบที่ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล แต่เพียงพอสำหรับการวิเคราะห์และออกแบบผลิตภัณฑ์หรือรูปแบบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

"ข้อมูลทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากเอกชนจะเข้ามาออกแบบผลิตภัณฑ์ จำเป็นต้องเข้าใจรายละเอียดของโรค แนวทางการรักษา และรูปแบบการใช้บริการ เพื่อจะสามารถวิเคราะห์ต้นทุนและเสนอแนวทางที่ตอบโจทย์ภาครัฐได้" ดร.จุฑาทอง ย้ำ

พร้อมกล่าวต่อไปว่า ภาคเอกชนมีจุดแข็งด้านการบริหารจัดการประกันสุขภาพอยู่แล้ว ทั้งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Analytics) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยบริหารการเคลม ตรวจสอบความเหมาะสมของการรักษา และลดความซ้ำซ้อนของค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณด้านสุขภาพได้

เสนอเริ่มจาก "โครงการนำร่อง"

อย่างไรก็ตาม การเปิดให้เอกชนเข้ามาไม่ควรเริ่มจากการโอนทั้งระบบทันที แต่ควรดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจเริ่มจากการศึกษาเฉพาะกลุ่มโรคที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง หรือจัดทำโครงการนำร่อง (Pilot Project) เพื่อให้ภาคเอกชนได้เรียนรู้ข้อมูลจริงและพิสูจน์ประสิทธิภาพของรูปแบบการบริหาร ก่อนพิจารณาขยายผลในอนาคต

ในระยะยาว ดร.จุฑาทองเห็นว่า แนวทางสำคัญในการควบคุมงบประมาณรักษาพยาบาลของข้าราชการ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผู้บริหารระบบ แต่ต้องปรับแนวคิดจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (Preventive Care) ควบคู่กับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยงาน เพื่อวิเคราะห์ต้นเหตุของค่าใช้จ่าย และกำหนดแนวทางบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้ประเทศไทยจะหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และต้นทุนเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ แต่หากสามารถบริหารจัดการข้อมูล พัฒนาระบบป้องกันโรค และกำหนดแนวทางใช้ทรัพยากรด้านการรักษาอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของภาระงบประมาณด้านสวัสดิการรักษาพยาบาลของภาครัฐในระยะยาวได้