
‘EV’ แห่ลงทุนไทยทะลุ 1.37 แสนล้าน บีโอไอรุกดันไทยขึ้นฮับยานยนต์ไฟฟ้าอาเซียน
BOI เผยลงทุน EV ทะลุ 1.37 แสนล้านบาท อนุมัติ 198 โครงการ สร้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง หนุนซัพพลายเชนไทยแกร่ง เดินหน้าดันไทยขึ้นฮับยานยนต์ไฟฟ้าอาเซียน
KEY
POINTS
- บีโอไออนุมัติส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรม EV มูลค่ารวมกว่า 1.37 แสนล้านบาท ครอบคลุมทั้งการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ และสถานีชาร์จ
- การลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ของภูมิภาคอาเซียน
- ค่ายรถยนต์ชั้นนำหลายรายได้เริ่มสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยแล้ว ส่งผลให้เกิดการจ้างงานในประเทศกว่า 16,000 ตำแหน่ง และส่งเสริมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เปิดเผยยอดการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2569 ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 198 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 137,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยแยกเป็นการลงทุนในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ BEV รวม 39,500 ล้านบาท (18 โครงการ) กลุ่มรถยนต์ HEV 29,900 ล้านบาท (7 โครงการ) กลุ่ม PHEV 9,429 ล้านบาท (7 โครงการ) และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น รถบัสไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 3,100 ล้านบาท (18 โครงการ)
ลงทุน Battery & ESS กว่า 33,500 ล้าน
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในกลุ่มแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & ESS) มูลค่ารวม 33,500 ล้านบาท (57 โครงการ) กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ EV เช่น มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบควบคุมพลังงานสำหรับ EV มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท (49 โครงการ)
กลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ 9,788 ล้านบาท (42 โครงการ) ซึ่งจะมีการติดตั้งกว่า 22,900 หัวชาร์จทั่วประเทศ รวมถึงหัวชาร์จเร็วกว่า 10,000 หัวชาร์จ ซึ่งช่วยเสริมความพร้อมของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างครบวงจร
ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ได้รับการส่งเสริมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ได้เริ่มเดินสายการผลิตรถ BEV ในประเทศไทยแล้ว โดยเริ่มจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตามมาด้วย เกรท วอลล์ มอเตอร์, เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี, บีวายดี, ไอออน ออโตโมบิล, ฉางอาน, อีวี ไพรมัส และรายล่าสุดที่เริ่มผลิต BEV ในปี 2569 ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู, ฮุนได โมบิลิตี้ และโอโมดา แอนด์ เจคู แสดงให้เห็นว่ามาตรการต่าง ๆ ของบีโอไอและบอร์ดอีวี ได้นำไปสู่การลงทุน การผลิต และการจ้างงานจริงในประเทศ โดยบริษัทเหล่านี้มีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันกว่า 16,000 คน และยังช่วยตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค
นอกจากนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รวมถึงสามารถเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก บีโอไอได้มีมาตรการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทต่างชาติ พร้อมรุกจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ทั้งงาน Subcon Thailand และงาน Sourcing Day จับคู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จัดไปแล้ว 18 ครั้ง เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 1,200 คู่ ครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่มีศักยภาพกว่า 800 ราย คาดสร้างมูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศกว่า 60,000 ล้านบาท เปิดทางให้ซัพพลายเออร์ไทยก้าวเข้าสู่สายการผลิตยุคใหม่ และเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนระลอกใหม่
การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของซัพพลายเชนและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมสร้างแพลตฟอร์มที่จะเปิดทางให้ผู้ผลิตทุกค่ายจากประเทศต่าง ๆ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ สามารถสร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย และที่สำคัญคือ การสร้างโอกาสให้กับคนไทย ผ่านการจ้างงาน การพัฒนาบุคลากร และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวเข้าสู่ซัพพลายเชนใหม่
ด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และความสำเร็จของประเทศไทยในการสร้างฐานการผลิตโปรดักส์แชมเปี้ยนในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่รถกระบะขนาดหนึ่งตัน รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (Eco Car) มาจนถึงยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์พลังงานสะอาดและยานยนต์อัจฉริยะโดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ (xEV) ไม่ว่าจะเป็นไมลด์ไฮบริด (MHEV), ไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และเทคโนโลยีอื่น ๆ ในอนาคต
ปรับมาตรการครอบคลุมทุกเทคโนโลยี
โดยที่ผ่านมาบีโอไอได้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ครอบคลุมรถยนต์ทุกเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ผลิตทุกค่ายลงทุนและเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย พร้อมมุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานยานยนต์แห่งอนาคตที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ระบบอัจฉริยะ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา และศูนย์ทดสอบ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก และสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
จากแนวทางดังกล่าว ได้ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดของภูมิภาค และติดอันดับต้นของโลกในปัจจุบัน โดยในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า ผู้บริโภคชาวไทยให้การตอบรับอย่างดี ในปี 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทมีสัดส่วนรวมกันกว่า 44% ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ เมื่อเทียบกับสัดส่วนเพียง 3% เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยรถยนต์ HEV มีสัดส่วนสูงที่สุด 21.8% ตามมาด้วยรถยนต์ BEV 19.6% และ PHEV 2.9% แสดงให้เห็นว่าทุกเทคโนโลยีสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยไฮบริด (HEV) จะเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า







