thansettakij
thansettakij
นักเศรษฐศาสตร์ มธ. ผ่างบปี 70 ทำเศรษฐกิจโตยาก จี้ปฏิรูปภาษี-ราชการ

นักเศรษฐศาสตร์ มธ. ผ่างบปี 70 ทำเศรษฐกิจโตยาก จี้ปฏิรูปภาษี-ราชการ

08 ก.ค. 69 | 08:08 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.ค. 69 | 08:29 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เปิด 5 ข้อจำกัด “งบประมาณปี 70” ทำเศรษฐกิจติดกับดักโตยาก เสนอรัฐเร่งปฏิรูประบบภาษี “ขยายฐานภาษี – ลด/ยกเลิก ลดหย่อน/ยกเว้นภาษีบางประเภท - เพิ่มแหล่งรายได้ใหม่” รวมถึงรื้อโครงสร้างราชการครั้งใหญ่

KEY

POINTS

  • นักเศรษฐศาสตร์ มธ. ชี้งบประมาณปี 70 มีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น งบลงทุนลดลงสวนทางกับรายจ่ายประจำที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้ยาก
  • โครงสร้างงบประมาณลักษณะดังกล่าวจะทำให้ไทยไม่สามารถพัฒนาแบบก้าวกระโดดและเสี่ยงติดกับดักรายได้ปานกลางต่อไป
  • เสนอให้รัฐบาลปฏิรูปการจัดเก็บภาษีครั้งใหญ่ เช่น การขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บภาษีประเภทใหม่ และอาจต้องพิจารณาขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • แนะให้ปฏิรูปโครงสร้างรายจ่ายและระบบราชการ โดยควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น จัดลำดับความสำคัญของการลงทุน และปฏิรูปอัตรากำลังคนภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

ผศ. ดร.ดวงมณี เลาวกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดทางการคลังของรัฐบาลในหลาย 5 ด้าน ได้แก่

1. งบฯ ภาพรวมเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ซึ่งน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่ 1% 

2. รายจ่ายประจำขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก และกินพื้นที่ทางการคลัง ไปถึง 73.6% ของวงเงินงบประมาณ โดยเพิ่มจากปี 2569 ถึง 5% อีกทั้งรายจ่ายประจำหลายส่วนยังตัดทอนได้ยาก เช่น เงินเดือน/ค่าจ้างบุคลากร ฯลฯ 

3. งบฯ ลงทุน คิดเป็น 20.8% ของวงเงินงบประมาณ ลดลงกว่า 7 หมื่นล้านบาทจากปี 2569 หรือลดลง 8.4% ซึ่งส่งผลให้งบฯ ที่จะนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับการขับเคลื่อนประเทศมีน้อยไปด้วย 

4. รายได้ของประเทศกลับโตช้า จึงต้องจัดทำงบฯ แบบขาดดุลในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีขนาดที่ลดลงจากปี 2569 ก็ตาม 

โดยมีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 7.88 แสนล้านบาท รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีขนาดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนแตะระดับสูงสุดที่ 151,200 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570 ทำให้พื้นที่ทางการคลัง ที่จะนำงบฯ ไปใช้พัฒนายิ่งหดตัวเข้าไปอีก 

5. ด้านงบฯ พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ก็ยังเป็นเรื่องของการจัดซื้อ ส่งผลให้สัดส่วนงบฯ ที่จะนำไปใช้ในการอุดหนุนการวิจัย หรือสร้างนวัตกรรมขั้นสูงมีจำกัด

“ถ้าไทยยังมีโครงสร้างงบประมาณลักษณะนี้ ก็จะไม่สามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดดไปได้ ไทยก็จะยังคงติดกับดักรายได้ปานกลางระดับสูงต่อไปเรื่อยๆ แม้ทางรัฐบาลจะบอกว่าจะใช้การร่วมลงทุนจากภาคเอกชนมาทดแทนเม็ดเงินของภาครัฐ แต่ก็มีความไม่แน่นอนว่าเอกชนจะเห็นความคุ้มค่า และมาลงทุนไหม ซึ่งก็เป็นโจทย์ใหญ่ว่า จะสร้างแรงจูงใจได้ขนาดไหน และต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงในอีกหลายด้าน เพื่อให้นักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างชาติมาลงทุน” ผศ. ดร.ดวงมณี กล่าว 

แนะรัฐปฏิรูปภาษี-รื้อรายจ่าย

ผศ. ดร.ดวงมณี กล่าวต่อว่า จากข้อจำกัดต่าง ๆ รัฐบาลจะต้องปฏิรูปทั้งในเรื่องการจัดเก็บรายได้เพิ่ม และรื้อโครงสร้างรายจ่ายของรัฐครั้งใหญ่ เพื่อพาประเทศออกจากกับดักนี้ และเพิ่มโอกาสในการเป็นประเทศรายได้สูงให้ได้ 

โดยสำหรับการจัดเก็บรายได้เพิ่ม ควรดำเนินการใน 5 เรื่อง ประกอบด้วย 

1. การขยายฐานภาษีประเภทต่างๆ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครอบคลุมคนที่มีศักยภาพในการจ่ายภาษี แต่อยู่นอกระบบภาษีให้มากขึ้น โดยการมีฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กว้างขึ้น ในอนาคตยังทำให้รัฐสามารถปรับลดอัตราภาษีเงินได้ลงมาได้อีกด้วย เพราะปัจจุบันมีคนจำนวนไม่มากที่จ่ายภาษีประเภทนี้อยู่ ทำให้อัตราภาษียังอยู่ในระดับที่สูงสำหรับมนุษย์เงินเดือน 

ฉะนั้นรัฐบาลจำต้องหาเครื่องมือเพื่อดึงคนเหล่านั้นเข้ามาในระบบภาษีให้ได้ และขณะเดียวกัน ควรมีการทำฐานข้อมูลรายได้ของคนในประเทศทุกคนด้วย เพราะจะช่วยในการขยายฐานภาษี และเป็นประโยชน์ในการจัดสวัสดิการในรูปแบบของ Negative Income Tax

2. การจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ภาษีคาร์บอน ภาษีดิจิทัล ภาษีที่ดินแปลงรวมในอัตราก้าวหน้า ภาษีส่วนเพิ่มของทุน ฯลฯ 

3. การพิจารณายกเลิก หรือปรับลดสิทธิพิเศษทางภาษีต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ ให้กับกลุ่มที่มีศักยภาพในการจ่ายภาษี 

4. ด้วยข้อจำกัดการขยายตัวของรายได้ที่เติบโตช้า ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะต้องมีการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบขั้นบันได ซึ่งการขึ้นอัตราภาษีเพียง 1% จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มถึงหลักแสนล้านบาท 

5. การเก็บภาษีบนฐานทรัพย์สินต่างๆ เช่น ภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ควรจะต้องมีการจัดเก็บให้มีความครอบคลุมมากขึ้น

“ถ้ารัฐบาลจะปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรจะต้องยกเลิกสิทธิพิเศษในการลดหย่อน/ยกเว้นภาษีสำหรับคนที่มีศักยภาพในการจ่ายภาษีไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะไม่งั้นประชาชนที่มีรายได้น้อยก็จะรู้สึกว่าต้องแบกรับภาระภาษีสูงอยู่ฝ่ายเดียว 

ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่จะไล่บี้เก็บภาษีเพิ่มอย่างเดียว แต่รัฐต้องนำไปบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพด้วย ต้องทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะไม่งั้นคนก็ไม่เต็มใจที่จะจ่ายภาษี” ผศ. ดร.ดวงมณี ระบุ

แนะควบคุมรายจ่ายรัฐบาล

ทั้งนี้ การควบคุมรายจ่ายรัฐบาลจำเป็นจะต้องดำเนินการใน 7 เรื่อง คือ 

1. การทำงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) หากโครงการใดไม่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่มีประสิทธิภาพ จะต้องถูกตัดออก เพื่อดึงงบฯ ในส่วนนั้นกลับมาเป็นพื้นที่ทางการคลัง

2. การจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่าย โดยรื้องบประมาณในหน่วยงานต่างๆ ที่มีความซ้ำซ้อนกัน และหันไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และการศึกษา 

3. ปรับเปลี่ยนระบบการจัดสรรงบฯ ให้กับหน่วยงานรัฐ เป็นการใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัดโครงการต่างๆ 

4. การปฏิรูประบบการทำงาน และระบบบริการสาธารณะภาครัฐ เช่น การบริการสาธารณะควรพิจารณานำเครื่องมือดิจิทัล หรือระบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น 

5. การปฏิรูปอัตรากำลังคนภาครัฐ โดยหากพบว่ามีตำแหน่งไหนไม่มีความจำเป็น หรือหน้าที่ซ้ำซ้อนกัน ก็อาจยุบเลิกตำแหน่งเหล่านั้น และอาจจะไปเพิ่มส่วนอื่นที่มีความจำเป็นมากกว่า เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายด้านกำลังคนของภาครัฐ 

6. ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด รายจ่ายด้านการรักษาพยาบาล บำนาญ และสวัสดิการต่างๆ จะเพิ่มขึ้น จึงต้องพิจารณาว่า จะมีการปรับปรุงรายจ่ายเหล่านี้อย่างไร ให้มีความสอดคล้องกับฐานะทางการคลังของประเทศ ทว่า การปรับเปลี่ยนก็ต้องไม่ไปกระทบคุณภาพชีวิตของประชาชนแย่ลงด้วย 

7. การกระจายอำนาจทางการคลัง ผ่านการเพิ่มสัดส่วนงบประมาณให้ท้องถิ่นบริหารจัดการเอง ซึ่งจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน และแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ