thansettakij
thansettakij
ศุลกากรคุ้มเข้ม เพิ่มเอกซเรย์ขาออก ใช้สุนัข K9 สกัดยาเสพติดข้ามชาติ

ศุลกากรคุ้มเข้ม เพิ่มเอกซเรย์ขาออก ใช้สุนัข K9 สกัดยาเสพติดข้ามชาติ

06 ก.ค. 69 | 08:39 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ก.ค. 69 | 08:46 น.

ศุลกากรยกระดับคุมเข้มขาออก เพิ่มเอกซเรย์สกัดยาเสพติดข้ามชาติ ใช้ AI-สุนัข K9 คัดกรองความเสี่ยง ลั่นไทยอยู่ใกล้แหล่งผลิต โครงสร้างพื้นฐานประเทศดี ถูกใช้เป็นทางผ่าน

KEY

POINTS

  • กรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้โดยสารและสินค้าขาออก เพื่อสกัดกั้นการใช้ไทยเป็นทางผ่านลำเลียงยาเสพติดไปยังประเทศที่สาม
  • เตรียมติดตั้งเครื่องเอกซเรย์สำหรับสัมภาระและสินค้าขาออกเพิ่มเติม และเพิ่มการใช้สุนัขตรวจค้น (K9) เพื่อเสริมประสิทธิภาพการคัดกรอง
  • นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อให้การตรวจสอบเป้าหมายมีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น

กรมศุลกากรเดินหน้ายกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดข้ามชาติ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้โดยสารและสินค้าขาออก หลังพบประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางผ่านลำเลียงยาเสพติดจากแหล่งผลิตในภูมิภาคไปยังประเทศปลายทาง พร้อมเร่งหารือร่วมกับท่าอากาศยานไทย (AOT) ติดตั้งเครื่อง X-ray (เอกซเรย์) สำหรับสัมภาระโหลดและสินค้าก่อนขึ้นเครื่อง นำเทคโนโลยี AI และสุนัขตรวจค้น K9 เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการคัดกรองความเสี่ยง

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามยาเสพติดตามนโยบายรัฐบาล โดยปรับแนวทางการตรวจสอบสินค้าและผู้โดยสารขาออกให้มีความเข้มงวดใกล้เคียงกับการตรวจสอบขาเข้า เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบถนน ท่าเรือ และสนามบินที่ทันสมัย ซึ่งแม้จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการค้าและการเดินทาง แต่กลับถูกขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติใช้เป็นช่องทางลำเลียงยาเสพติดไปยังประเทศที่สาม

“บ้านเราไม่ใช่แหล่งผลิตยาเสพติด แต่ประเทศเราอยู่ใกล้แหล่งผลิตยาเสพติดของโลกแห่งหนึ่ง จึงทำให้บ้านเราเป็นทางผ่าน เพราะโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยดี ซึ่งเป็นสิ่งที่กรมศุลกากรต้องมาปรับในเรื่องของการส่งออกให้มีความเข้มงวดขึ้น” นายพันธ์ทองกล่าว

เพิ่มเครื่อง X-ray ขาออก ใช้ K9 ตรวจยาเสพติด

สำหรับมาตรการสำคัญที่กำลังดำเนินการ ได้แก่ การเพิ่มเครื่อง X-ray สำหรับตรวจสอบสัมภาระและสินค้าขาออก จากเดิมที่เน้นการตรวจสอบสัมภาระขาเข้าเป็นหลัก โดยอยู่ระหว่างการหารือกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เพื่อสนับสนุนการติดตั้งเครื่อง X-ray เพิ่มเติมสำหรับกระเป๋าสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง (Checked Baggage) และสินค้าในคลังสินค้าทางอากาศ (Cargo) ก่อนการขนส่งออกนอกประเทศ

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร

นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังเพิ่มการใช้สุนัขตรวจค้น K9 ในการตรวจสอบสัมภาระและสินค้าขาออกมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาอาจมีข้อกังวลด้านภาพลักษณ์การท่องเที่ยว แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นมาตรการที่มีความจำเป็น เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมการลักลอบขนยาเสพติดให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ดึง AI รักษาสมดุลการค้า-อำนวยความสะดวกเดินทาง

นายพันธ์ทองกล่าวว่า การดำเนินงานของกรมศุลกากรจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการเดินทาง กับการป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย เนื่องจากแต่ละปีประเทศไทยมีผู้โดยสารเดินทางผ่านสนามบินกว่า 85 ล้านคน และมีตู้คอนเทนเนอร์หมุนเวียนในระบบมากกว่า 13 ล้านตู้ ทำให้ไม่สามารถตรวจค้นทั้งหมดได้

ด้วยเหตุนี้ กรมศุลกากรจึงนำระบบบริหารจัดการความเสี่ยงมาใช้ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อคัดกรองผู้โดยสาร สินค้า และพัสดุที่มีความเสี่ยงสูง ช่วยให้การตรวจสอบมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อนนำไปสู่การตรวจค้นเชิงลึกในขั้นตอนต่อไป

โชว์ 9 เดือน ยึดยาเสพติด 1 ตัน มูลค่าพุ่ง 800 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569 กรมศุลกากรสามารถตรวจยึดยาเสพติดได้มากกว่า 1,000 กิโลกรัม หรือกว่า 1 ตัน คิดเป็นมูลค่าต้นทางประมาณ 700-800 ล้านบาท แต่หากยาเสพติดเหล่านี้ถูกลักลอบส่งถึงประเทศปลายทาง เช่น ออสเตรเลีย มูลค่าในตลาดมืดอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า

ขณะเดียวกัน กรมศุลกากรยังเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการลักลอบส่งออกกัญชา โดยได้ปรับบทลงโทษใหม่เป็นค่าปรับในอัตรากิโลกรัมละ 30,000 บาท เพื่อสกัดกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พยายามนำกัญชาออกไปจำหน่ายในประเทศที่ยังถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งมาตรการดังกล่าวเริ่มเห็นผลในทางปฏิบัติ โดยพบว่ามีกลุ่มเสี่ยงจำนวนหนึ่งยกเลิกการเดินทางหลังรับทราบมาตรการที่เข้มงวดขึ้น

ผนึกหน่วยงานเกี่ยวข้อง ทำงานเชิงรุกปราบยาเสพติด

ทั้งนี้ การปราบปรามยาเสพติดของกรมศุลกากรเป็นการดำเนินงานแบบบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน ได้แก่

  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)
  • กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.)
  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
  • ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคงของต่างประเทศ อาทิ UK Border Force ของสหราชอาณาจักร และ Australian Border Force ของออสเตรเลีย

เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ติดตามเครือข่ายค้ายาเสพติด และประชาสัมพันธ์เตือนพลเมืองของแต่ละประเทศไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายข้ามชาติ

"ในสัปดาห์นี้ จะมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรเข้าร่วมแถลงข่าวความร่วมมือกับหน่วยงานไทย เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันในการสกัดกั้นเครือข่ายค้ายาเสพติดระหว่างประเทศและยกระดับความปลอดภัยด้านการขนส่งระหว่างประเทศต่อไป"นายพันธ์ทองกล่าว