thansettakij
thansettakij
คลังมั่นใจ เวที ‘IMF–World Bank 2026’ โอกาสทองศรษฐกิจไทย ดึงเม็ดเงินลงทุนโลก

คลังมั่นใจ เวที ‘IMF–World Bank 2026’ โอกาสทองศรษฐกิจไทย ดึงเม็ดเงินลงทุนโลก

05 ก.ค. 69 | 03:26 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ก.ค. 69 | 03:26 น.

กระทรวงคลังมั่นใจไทยพร้อมเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026 สร้างแต้มต่อเศรษฐกิจ เดิมพันภาพลักษณ์ไทย เปิดประตูเม็ดเงินลงทุนโลก ชี้โอกาสทองยกระดับไทยฮับเศรษฐกิจภูมิภาค

KEY

POINTS

  • ไทยมีความพร้อมสูงในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ปี 2026 โดยมีการเตรียมงานทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และระบบต่างๆ อย่างใกล้ชิด
  • การประชุมถือเป็นโอกาสสำคัญในการสื่อสารศักยภาพและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศสู่เวทีโลก เพื่อแสดงความพร้อมและดึงดูดความสนใจจากนานาชาติ
  • กระทรวงการคลังเชื่อมั่นว่าการเป็นเจ้าภาพจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ และสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับประเทศในระยะยาว

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 69 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า กระทรวงการคลัง ได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และฝ่ายเลขาธิการของการประชุมเพื่อเตรียมงานอย่างใกล้ชิด โดยความพร้อมอยู่ในระดับ A

ซึ่งช่วงกลางเดือน ก.ค.นี้ ทีมงานเลขาธิการของการประชุม จะเดินทางมาติดตามความพร้อมทั้งด้านอาคารสถานที่ การดูพื้นที่ต่าง ๆ และการบริหารจัดการระบบเตรียมการ (Logistics) 

บุคลากรไทยพร้อม

ขณะนี้ไทยมีความพร้อมมาก โดยเฉพาะในส่วนของบุคลากรที่มีการอบรมเจ้าหน้าที่ประสานงานดูแล ซึ่งเป็นการระดมกำลังจากข้าราชการกระทรวงการคลัง ธปท. สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) รวมถึงนิสิตนักศึกษาอาสาสมัครที่ให้ความสนใจสมัครเข้ามามากกว่าจำนวนที่ต้องการถึงหลายเท่า

คลังมั่นใจ เวที ‘IMF–World Bank 2026’ โอกาสทองศรษฐกิจไทย ดึงเม็ดเงินลงทุนโลก

 

แม้ตารางการประชุมที่ชัดเจน จะขึ้นอยู่กับการจัดการของ IMF และ World Bank แต่ไทยในฐานะเจ้าภาพจะได้มีโอกาสแสดงบทบาทสำคัญ โดยมีการหารือถึงการจัดการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Panel) ซึ่งคาดว่า จะมีผู้แทนของประเทศไทย และตัวแทนจากกลุ่มประเทศอาเซียนเข้าร่วมพูดคุยในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงจุดยืนและเป็นตัวแทนของกลุ่มประเทศในภูมิภาคนี้

ไทยได้พื้นที่สื่อสารสู่สาธารณะ

อย่างไรก็ดี โอกาสครั้งนี้สำคัญกว่าเพียงแค่จำนวนผู้มาเยือน หรือเม็ดเงินสะพัดในช่วง 1 สัปดาห์ แต่เป็นการที่ไทยจะได้พื้นที่ในการสื่อสารสู่สาธารณะ (Air Time) ให้คนทั้งโลกเห็นความพร้อม และการจัดการภายใต้วิกฤต

ถือเป็นโอกาสดีที่ทำให้ไทยเป็นที่สนใจในช่วงเวลาการประชุม รวมไปถึงช่วงเวลาก่อนและหลังด้วย เพื่อให้โลกเห็นว่ากำลังทำอะไร มีเป้าหมายอย่างไร ภายใต้วิกฤตที่เกิดขึ้น ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีการจัดการเรื่องวิกฤตได้ดี

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน ยังจะมีการประชุมของกลุ่มประเทศสำคัญอื่น ๆ เช่น กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 24 ประเทศ (G24) จัดขึ้นด้วย ซึ่งจะยิ่งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านบวกให้กับประเทศไทย จึงเชื่อมั่นว่าความพร้อมในครั้งนี้ จะสร้างผลกระทบสำคัญในด้านบวกให้กับคนไทย

นายวินิจ กล่าวอีกว่า เมื่อครั้งที่ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี 2534 ซึ่งห่างกันถึง 35 ปีนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับครั้งนี้ มีความแตกต่างชัดเจนเรื่องเทคโนโลยีและการสื่อสาร โดยในอดีตการทำข่าวมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และเวลา แต่ในปัจจุบันทุกเรื่องที่ถูกประชุมอยู่ จะมีการเผยแพร่ออกไปได้แทบในวินาทีนั้น การสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ จะไหลไปเร็ว ผ่านโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต เชื่อว่าจะเกิดผลกระทบ (Impact) สำคัญ

 

นอกจากนี้ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการประชุมนี้ครั้งแรกเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ก็ได้มีการปรับปรุงใหม่ (Renovate) ทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกรุงเทพฯ และประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นโลกยุคใหม่ โลกอินเทอร์เน็ต ดังนั้น  Air time นี้จึงมีค่าอย่างยิ่งที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ร่วมกัน