thansettakij
thansettakij
'ประสาร' เตือนรัฐ หั่นงบฯด้านการวิจัย เหมือนเรือโดนถอดเข็มทิศกลางทะเล

'ประสาร' เตือนรัฐ หั่นงบฯด้านการวิจัย เหมือนถอดเข็มทิศเรือกลางทะเล

03 ก.ค. 69 | 08:28 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.ค. 69 | 09:56 น.

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เตือนงบวิจัยการศึกษาถูกตัด 20-25% ทุกปี เปรียบเหมือนถอดเข็มทิศออกจากเรือกลางทะเล พร้อมเปิด 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกมจาก กสศ. ในงาน Equity Forum 2026 หวังสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล วิจารณ์การตัดงบประมาณด้านการวิจัยทางการศึกษาอย่างหนัก โดยเปรียบเทียบว่าเป็นการทำลาย "เข็มทิศ" ของการพัฒนาประเทศ
  • ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการศึกษาไทยที่ล้มเหลว แม้งบประมาณจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในรอบ 20 ปี แต่คะแนน PISA กลับลดลงต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย
  • เสนอ 8 นวัตกรรมเชิงระบบที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พัฒนาขึ้น เพื่อเป็นทางรอดในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กสศ. ปาฐกถาพิเศษย้ำถึงประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ การถูกตัดงบประมาณด้านการวิจัยมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เปรียบเปรยว่าเป็นการทำลาย "เข็มทิศ" ของการพัฒนาประเทศ พร้อมเปิดเผยข้อมูลการศึกษาไทย พบประเทศไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยนหน้าถึง 20 คน ในรอบ 18 ปี สวนทางกับงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว แต่คะแนน PISA กลับดิ่งลงต่อเนื่อง สะท้อนปัญหา "สร้างบ้านบนทราย" ของการปฏิรูปที่ไม่ต่อเนื่อง ก่อนเปิดทางออกด้วย 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกมที่ กสศ. บ่มเพาะมาตลอด 8 ปี ตั้งแต่ระบบข้อมูล หลักประกันโอกาสทางการศึกษา ไปจนถึงงานวิจัยเชิงประจักษ์ เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้ยั่งยืนไม่ผันผวนตามการเมือง

กราฟเปรียบเทียบงบประมาณการศึกษาไทย vs คะแนน PISA ปี 2542-2569

เจาะลึกโรดแมป 8 นวัตกรรม

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ปาฐกถามพิเศษในเวทีสัมมนาวิชาการระดับประเทศ Equity Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “8 for Infinity: 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุนมนุษย์ไทย ชวนให้สังคมไทยต้องกลับมาทบทวนรากเหง้าของปัญหาการศึกษาอย่างจริงจัง โดยชี้ให้เห็นถึงวงจรความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษาไทยที่ผ่านมา พร้อมเสนอ 8 นวัตกรรมเชิงระบบที่จะช่วยสร้างความเสมอภาคอย่างยั่งยืน

บทเรียนการปฏิรูปที่ "สร้างบ้านบนทราย"

ดร.ประสาร เริ่มต้นด้วยการเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจจากข้อมูลของสำนักงบประมาณและ PISA โดยเปรียบเทียบว่า ในปี 2542 ไทยลงทุนด้านการศึกษา 208,614.1 ล้านบาท ขณะที่ผล PISA การอ่านอยู่ที่ 431 คะแนน แต่ในปี 2569 แม้งบประมาณจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 498,923.7 ล้านบาท แต่คะแนน PISA กลับดิ่งลงเหลือเพียง 379 คะแนน

พร้อมกับวิเคราะห์ว่าปัญหาไม่ใช่การขาดความตั้งใจ แต่คือความไม่ต่อเนื่อง โดยในช่วงพ.ศ.2542-2569 ไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึง 20 คน เฉลี่ยอยู่ตำแหน่งเพียง 10-11 เดือน ขณะที่สิงคโปร์และเวียดนามเปลี่ยนเพียง 4-5 คนในช่วงเวลาเดียวกัน

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ปาฐกถา "8 for Infinity" งาน Equity Forum 2026

“วาระการปฏิรูปที่ถูกกำหนดขึ้นในรัฐบาลหนึ่งหรือรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ก็มักถูกทบทวนหรือยกเลิกในรัฐบาลหรือรัฐมนตรีท่านถัดไป จึงเปรียบเสมือนกับการสร้างบ้านบนทราย ไม่ว่าจะสร้างได้สวยงามเพียงใด เมื่อคลื่นมาทุกอย่างก็มักจะหายไป ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง” ดร.ประสาร กล่าว

เปิด 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกมแก้ปัญหาทุนมนุษย์ไทย

จากนั้น ดร.ประสาร ได้ถอดบทเรียน 8 ปีของ กสศ. ออกเป็น 8 นวัตกรรมสำคัญ

1. ระบบข้อมูล (Data System) "หมอที่ไม่มีประวัติคนไข้ รักษาโรคไม่ได้"

การกำหนดนโยบายการศึกษาต้องใช้ข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก เปรียบเทียบกับสมัยอยู่ ธปท. ว่านโยบายการเงินต้องดูตัวเลขเงินเฟ้อที่แม่นยำ กสศ. จึงพัฒนาฐานข้อมูล iSEE ที่เชื่อมโยงข้อมูลรายคนกว่า 4 ล้านคนจาก 20 หน่วยงาน ทำให้เห็นเส้นทางการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงมหาวิทยาลัย

“เปรียบได้กับหมอที่ไม่มีประวัติคนไข้ ไม่มีผลเลือด ต่อให้หมอเก่งและตั้งใจแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะวินิจฉัยหรือรักษาโรคได้ถูกจุด”

2. หลักประกันโอกาสทางการศึกษา (CCT) "ตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น"

ดร.ประสาร ระบุว่า การใช้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer) เพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคน โดยมีเงื่อนไขเรื่องการเข้าเรียนและพัฒนาการทางร่างกาย นวัตกรรมนี้ช่วยให้เด็กกลุ่มนี้มีอัตราการคงอยู่ในระบบสูงถึงร้อยละ 97

“ความยากจนถ่ายทอดข้ามรุ่นเหมือนโรคทางพันธุกรรมที่ไม่มีใครเลือกได้... ถ้าเราอยากเปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่ง เราต้องเริ่มลงทุนให้เร็วขึ้น และมากขึ้นกว่าที่เคยคิด”

 

3. Thailand Zero Dropout "จากมาตรการรัฐ สู่จุดเปลี่ยนโดยเอกชน"

ประธาน กสศ. ยกตัวอย่างจากการที่ภาคเอกชนอย่าง "แสนสิริ" ออกหุ้นกู้ระดมทุน 100 ล้านบาทเพื่อทำโครงการโรงเรียนที่ราชบุรี จนกลายเป็นวาระแห่งชาติที่ตั้งเป้าให้เด็กทุกคนต้องได้เรียนภายในปี 2570 ปัจจุบันขยับสู่ Zero Dropout Plus ที่เน้นความยืดหยุ่นและการเรียนควบคู่การทำงาน (Learn to Earn)

4. โรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) "เลิกสั่งการ เปลี่ยนเป็นสนับสนุน"

ดร.ประสาน กล่าวว่า คุณภาพการศึกษาไม่เกิดจากคำสั่งส่วนกลาง เพราะโรงเรียนบนดอยย่อมต่างจากโรงเรียนในเมือง โครงการ TSQM จึงเน้นให้โรงเรียน 1,364 แห่งใน 48 จังหวัด ลุกขึ้นมาบริหารจัดการและแก้ปัญหาด้วยตนเองโดยมีเครื่องมือสนับสนุน หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการมีเครื่องมือ แต่คือการทำให้โรงเรียนใช้เครื่องมือนั้นเรียนรู้และตัดสินใจด้วยตนเอง นี่คือการสร้าง ‘การนำการพัฒนาตนเอง’ ไม่ใช่การ ‘สั่งการ’”

5. ครูรัก(ษ์)ถิ่น "สร้างครูที่มีรากแก้วในชุมชน"

ส่วนแก้ปัญหาโรงเรียนห่างไกลขาดครูจากการที่ครูจากเมืองขอย้ายออก กสศ. ดร.ประสาร ระบุว่า จึงใช้นวัตกรรมผลิตครูระบบปิด ค้นหาเด็กเก่งในพื้นที่มาเรียนครูแล้วกลับไปบรรจุที่บ้านเกิด ปัจจุบันมีบัณฑิต 2 รุ่นรวม 622 คน และมีอัตราการคงอยู่ในวิชาชีพสูงถึงร้อยละ 99.6

กราฟเปรียบเทียบงบประมาณการศึกษาไทย vs คะแนน PISA ปี 2542-2569

6. การศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Learning) "ระบบต้องเดินไปหาเด็ก"

ทลายข้อจำกัดของเด็กที่ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานผ่านโมเดล "1 โรงเรียน 3 รูปแบบ" และ Mobile School รวมถึงการมี Learning Passport เพื่อรับรองวิชาความรู้ที่เกิดจากชีวิตจริง หลักสำคัญคือเราไม่ควรบังคับให้ชีวิตของเด็กยืดตามระบบ แต่ต้องทำให้ระบบการศึกษายืดหยุ่นพอที่จะเดินทางไปหาเด็ก

7. All for Education "เปลี่ยนผู้ชม เป็นหุ้นส่วน"

ในสภาวะที่งบประมาณ กสศ. ถูกตัดลดลง 20-25% ทุกปี ดร.ประสาร ระบุว่า การดึงภาคเอกชนมาเป็น "หุ้นส่วน" จึงสำคัญ เช่น ความร่วมมือกับ ตลท. ระดมทุนกว่า 27 ล้านบาทและคอมพิวเตอร์กว่าพันเครื่อง มุ่งเน้นไปที่การลงทุนมุ่งผลลัพธ์ (Outcome-based financing)

'ประสาร' เตือนรัฐ หั่นงบฯด้านการวิจัย เหมือนถอดเข็มทิศเรือกลางทะเล

“มูลค่าที่แท้จริงของความร่วมมือไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินหรือสิ่งของ แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงคุณค่าระหว่างผู้ให้ และผู้รับที่ต้องการในสิ่งเดียวกันคือความเสมอภาคทางการศึกษา”

8. การวิจัยเชิงประจักษ์ "เข็มทิศนำทางกลางมหาสมุทร"

ประธาน กสศ ระบุว่า งานวิจัยคือสิ่งที่มองไม่เห็นแต่เป็นรากฐานของทุกนวัตกรรม ช่วยค้นพบข้อเท็จจริงที่เจ็บปวด เช่น เด็กชนบทมี IQ ลดลงตามระดับชั้นที่สูงขึ้น หรือการค้นพบ "เด็กช้างเผือก" ในกลุ่มยากจนที่สุด

“ผมเปรียบงานวิจัยเสมือนเข็มทิศ ข้อมูลบอกเราว่าเรืออยู่ที่ไหน แต่งานวิจัยบอกเราว่าควรแล่นเรือไปทิศใด การตัดงบวิจัยเปรียบเสมือนการถอดเข็มทิศออกจากเรือที่กำลังแล่นอยู่กลางทะเล”

 สรุป 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม กสศ. สู่อนาคตทุนมนุษย์ไทยยั่งยืน

ในช่วงท้าย ดร.ประสาร ได้เชื่อมโยงทั้ง 8 นวัตกรรมเข้ากับสัญลักษณ์ของ กสศ. นั่นคือ ปรากฏการณ์ผีเสื้อ หรือ Butterfly Effect ที่เชื่อว่าแรงกระเพื่อมเล็กๆ จากนวัตกรรมเหล่านี้จะสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่สิ้นสุด พร้อมฝากโจทย์ถึงฝ่ายนิติบัญญัติและเอกชนในการสร้างกลไกทางกฎหมายและการเงินที่ยั่งยืน เพื่อไม่ให้ความเสมอภาคทางการศึกษาต้องผันผวนไปตามลมมรสุมทางการเมือง

“อนาคตของเด็กไทยจึงไม่ใช่ความรับผิดชอบของกระทรวงใด องค์กรใด หรือกองทุนใด แต่เป็นอนาคตร่วมกันของพวกเราทุกคนที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ” ดร.ประสาร กล่าวทิ้งท้าย


ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ในการเปิดงานสัมมนาวิชาการระดับประเทศ Equity Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “8 for Infinity: 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุนมนุษย์ไทย” โดยระบุว่าเวทีนี้เป็นความตั้งใจที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2023 เพื่อนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทยในแต่ละปี และเปิดพื้นที่สนทนาทางนโยบายร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน นิติบัญญัติ ประชาสังคม และสื่อมวลชน

ดร.ไกรยส เน้นย้ำว่างานในครั้งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนตามแผนกลยุทธ์ 3 ปีของ กสศ. ในการทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือการสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้เรียนรู้เต็มตามศักยภาพ การพัฒนาโมเดลการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ และการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “All for Education” เพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างแท้จริง

 ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. กล่าวรายงานวัถตุประสงค์การจัดงาน Equity Forum 2026

ความพิเศษของ Equity Forum ปีนี้ คือการได้รับเกียรติจากผู้แทนฝ่ายนโยบายและฝ่ายนิติบัญญัติจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมถึงที่ปรึกษารัฐมนตรีและตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ซึ่ง ดร.ไกรยส ชี้ว่าเป็นโอกาสสำคัญในการหาทางออกเพื่ออนาคตการลงทุนในทุนมนุษย์ไทย

นอกจากนี้ ยังมีการผนึกกำลังกับภาคตลาดทุนและองค์กรเศรษฐกิจระดับประเทศ อาทิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะจากการใช้งานจริงและการจ้างงาน ซึ่งจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

"ข้อมูลและข้อสรุปจากการสัมมนาครั้งนี้ กสศ. จะนำไปขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมการลงทุนมนุษย์ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ของไทยสู่โลกยุคใหม่อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม" ดร.ไกรยส กล่าว