
ตึกเก่าเสี่ยงถล่มซ้ำ นายกฯวิศวกรโครงสร้างชี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย
นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างชี้ ตึกเก่าเสี่ยงถล่มซ้ำ ปัญหาไม่ได้เกิดจากข้อกฎหมาย แต่มาจากการขาดความรู้เรื่องโครงสร้างแบบเก่า ขาดการสำรวจเชิงรุก และไม่มีระบบบริหารจัดการที่ดี เสนอให้กรุงเทพมหานครระดม "วิศวกรอาสา" มาช่วยสำรวจอาคารเก่า จัดทำฐานข้อมูล
KEY
POINTS
- นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างชี้ ตึกเก่าเสี่ยงถล่มซ้ำ ปัญหาไม่ได้เกิดจากข้อกฎหมาย แต่มาจากการขาดความรู้เรื่องโครงสร้างแบบเก่า ขาดการสำรวจเชิงรุก และไม่มีระบบบริหารจัดการที่ดี
- กฎหมายปัจจุบันเอื้อให้เจ้าของสามารถ "ซ่อมเพื่อความปลอดภัย" ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใหม่ ซึ่งแตกต่างจาก "การดัดแปลงอาคาร" ที่มีข้อกำหนดเข้มงวดกว่า
- มีข้อเสนอให้กรุงเทพมหานครระดม "วิศวกรอาสา" มาช่วยสำรวจอาคารเก่าจำนวนมหาศาล และจัดทำฐานข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
จากกรณีกันสาดอาคารเก่าถล่มบริเวณแยกหมอมี ถนนพระราม 4 จุดกระแสวิพากษ์ถึงข้อจำกัดของการซ่อมแซมอาคารเก่าในกรุงเทพฯ ว่าติดขัดเพราะกฎหมายควบคุมอาคารและข้อบัญญัติท้องถิ่นหรือไม่
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้มุมมองกับฐานเศรษฐกิจว่า ประเด็นดังกล่าวกำลังถูกสังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะสิ่งที่เป็นอุปสรรคแท้จริง ไม่ใช่ตัวกฎหมาย แต่เป็นการขาดความรู้ ,ขาดการสำรวจเชิงรุก และขาดระบบบริหารจัดการอาคารเก่ามากกว่า
ระเบิดเวลา ตึกเก่าเสี่ยงถล่มซ้ำ
ศ.ดร.อมร เปิดเผยผลการลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธา สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ บริเวณศาลเจ้าเห้งเจีย ใกล้แยกหมอมี พบว่า อาคารข้างเคียงที่เกิดเหตุมีโครงสร้างกันสาดยึดติดกับผนังรับน้ำหนักอิฐ ซึ่งพบรอยแตกร้าวจากแรงดึงของน้ำหนักกันสาด ขณะที่โครงหลังคาไม้ภายในอาคารมีสภาพเสื่อมโทรม จึงช่วยยึดรั้งโครงสร้างได้ไม่มาก
นอกจากนี้ กันสาดด้านนอกอยู่ในสภาพทรุดโทรม เหล็กเสริมเกิดสนิมรุนแรง จากการประเมินโครงสร้างกันสาดมีความแข็งแรงไม่เพียงพอและเสี่ยงพังถล่ม
แม้สามารถเสริมความแข็งแรงได้ แต่เห็นว่าการรื้อถอนจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า โดยระหว่างนี้ควรติดตั้งค้ำยันชั่วคราว และหารือร่วมกันระหว่างเจ้าของอาคาร ผู้เช่า และสำนักงานเขต เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป เนื่องจากยังมีความเสี่ยงเกิดการถล่มซ้ำได้ทุกเมื่อ
ตึกเก่า "ซ่อมได้" ไม่ต้องขออนุญาต
ศ.ดร.อมร อธิบายว่า ต้องแยกให้ชัดระหว่าง "การซ่อมเพื่อความปลอดภัย" กับ "การดัดแปลงอาคาร"
การซ่อมเสริมความแข็งแรง เช่น การซ่อมเหล็กที่เป็นสนิม การเพิ่มจุดยึด หรือการเสริมโครงสร้าง โดยที่ไม่เพิ่มน้ำหนักของอาคารส่วนใดเกิน 10% และไม่ขยายพื้นที่อาคารเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร จึงสามารถดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร เพียงแจ้งเจ้าพนักงานท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใหม่ทั้งหมด
กฎหมายปัจจุบันยังเปิดช่องให้เจ้าของอาคารซ่อมแซมเพื่อความปลอดภัยได้อยู่แล้ว หากตีความและบังคับใช้อย่างถูกต้อง
ตรงกันข้าม หากเป็นการรื้อหรือปรับปรุงครั้งใหญ่จนเข้าข่าย "ดัดแปลงอาคาร" ถึงจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานกฎหมายปัจจุบัน ทั้งเรื่องระบบป้องกันอัคคีภัย ระยะร่น ความกว้างบันได และมาตรฐานอื่น ๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเคยกล่าวถึง และอาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าการซ่อมอาคารเก่าทำไม่ได้เลย ทั้งที่เป็นคนละกรณีกัน
เจ้าของตึก "ไม่รู้ว่ากำลังเสี่ยง"
ศ.ดร.อมร ระบุว่า อาคารพาณิชย์อายุเกือบ 100 ปีจำนวนมากในกรุงเทพฯ ถูกสร้างด้วยเทคนิคก่อสร้างแบบโบราณ ซึ่งแตกต่างจากมาตรฐานวิศวกรรมปัจจุบัน
กันสาดจำนวนไม่น้อยไม่ได้ใช้เหล็กเสริมยึดโครงสร้างเหมือนอาคารยุคใหม่ แต่ใช้วิธีวางแผ่นกันสาดสำเร็จรูปบนผนังอิฐ แล้วอาศัยน้ำหนักของผนังด้านบนกดทับให้ยึดอยู่กับที่ มีเหล็กเพียงเล็กน้อยบริเวณหัวท้าย ส่งผลให้เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี โครงสร้างที่เสื่อมสภาพย่อมมีโอกาสวิบัติได้มากขึ้น
นายกสมาคมฯระบุต่อไปว่า แม้แต่วิศวกรรุ่นใหม่จำนวนมากก็อาจไม่ทราบลักษณะการก่อสร้างเช่นนี้ ทำให้เจ้าของอาคารทั่วไปแทบไม่มีทางรู้ว่ากันสาดหรือส่วนประกอบของอาคารกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง
ดังนั้น ปัจจัยสำคัญจึงไม่ใช่เพียง "อาคารเก่า" แต่คือ "ระบบโครงสร้างแบบเก่า" ที่มีค่าความปลอดภัยต่ำกว่ามาตรฐานปัจจุบัน เมื่อรวมกับการเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน จึงกลายเป็นความเสี่ยงที่สะสมมานาน
บุคลากรไม่พอ กทม.ต้องดึง "วิศวกรอาสา"
กฎกระทรวง พ.ศ. 2563 (ออกตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522) กำหนดให้ เจ้าพนักงานท้องถิ่น มีอำนาจเข้าตรวจสอบอาคารที่มีสภาพหรือมีการใช้งานที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน หรือไม่ปลอดภัยจากอัคคีภัย
หากพบความเสี่ยง ต้องออกคำสั่งให้เจ้าของอาคารดำเนินการซ่อมแซม ปรับปรุง หรือแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้กลับมาอยู่ในสภาพที่ปลอดภัย หากเจ้าของอาคารไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตามมาตรการที่กฎหมายกำหนดต่อไปได้
ศ.ดร.อมร ระบุว่า แม้จะมีกฎกระทรวงดังกล่าว แต่กรุงเทพมหานครมีอาคารเก่าจำนวนมหาศาล ขณะที่เจ้าหน้าที่มีจำกัด จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะตรวจสอบได้ครบทุกแห่ง
ตนเสนอให้กรุงเทพมหานครจับมือกับสมาคมวิชาชีพและระดม "วิศวกรอาสา" เข้ามาช่วยสำรวจอาคาร โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งสมาคมวิศวกรโครงสร้างสามารถระดมวิศวกรได้กว่า 600-700 คนเข้าตรวจสอบอาคารในเวลาอันสั้น แสดงให้เห็นว่าหากมีการบริหารจัดการที่ดี ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะสร้างเครือข่ายตรวจสอบอาคารขนาดใหญ่ได้
เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วน ป้องกันโศกนาฏกรรมซ้ำ
ศ.ดร.อมร เสนอให้ยกระดับปัญหาอาคารเก่าเป็น "วาระของกรุงเทพมหานคร" พร้อมวางแผนแก้ไขเป็นระบบ 5 ขั้นตอน ได้แก่
- ระดมวิศวกรอาสาและผู้เชี่ยวชาญเข้าช่วยตรวจสอบอาคาร
- ใช้กฎหมายที่มีอยู่ ทั้งกฎกระทรวงปี 2563 และพระราชบัญญัติควบคุมอาคารอย่างจริงจัง
- สำรวจอาคารเก่าทั่วกรุงเทพฯ พร้อมจัดทำฐานข้อมูล (Database) จำแนกความเสี่ยงตามอายุอาคาร รูปแบบโครงสร้าง และวิธีการเชื่อมต่อ
- จัดทำคู่มือแนวทางซ่อมแซมมาตรฐานสำหรับเจ้าของอาคาร
- แจ้งผลการประเมินและแนวทางปรับปรุงแก่เจ้าของอาคารเป็นรายแห่ง เพื่อเร่งดำเนินการก่อนเกิดอุบัติเหตุ
โจทย์ใหญ่หลังจากนี้
แม้แนวทางด้านวิศวกรรมจะมีคำตอบแล้ว แต่คำถามสำคัญที่ยังรอการแก้ไข คือ หากพบอาคารเสี่ยงจำนวนมาก เจ้าของอาคารที่ไม่มีศักยภาพทางการเงินจะนำเงินจากที่ใดมาซ่อมแซม
ศ.ดร.อมร ยอมรับว่า ประเด็นนี้เกินขอบเขตงานด้านวิศวกรรม และเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่กรุงเทพมหานครและรัฐบาลต้องร่วมกันหาแนวทาง ทั้งการจัดลำดับความเสี่ยง การสนับสนุนงบประมาณ หรือมาตรการทางการเงินสำหรับอาคารที่มีความเสี่ยงสูง
สำหรับตน สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่การถกเถียงว่ากฎหมายเป็นอุปสรรคหรือไม่ แต่คือการมี "ข้อมูลที่ถูกต้อง" ว่าอาคารใดกำลังเสี่ยงถล่ม เพราะเมื่อรู้ตำแหน่งของระเบิดเวลาแล้ว จึงจะสามารถวางแผนซ่อมแซมและป้องกันความสูญเสียได้ก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมครั้งต่อไป





