thansettakij
thansettakij
มติสภาฯ รับหลักการ "ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 70" วงเงิน 3.788 ล้านล้าน

มติสภาฯ ตั้ง 72 กมธ.พิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน

01 ก.ค. 69 | 12:57 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ค. 69 | 22:42 น.

มติที่ประชุมสภาฯ เห็นชอบรับหลักการวาระ1 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท หลังถกเดือด 3 วันรวด จากนั้นตั้ง กมธ. 72 คน ดึง "ดร.โจ-มาดามเดียร์-อาจารย์วีระ" ร่วมพิจารณา โดยใช้กรอบเวลาแปรญัตติ 30 วัน

KEY

POINTS

  • สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระที่ 1 ด้วยวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท
  • ที่ประชุมสภาฯ มีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) จำนวน 72 คน เพื่อพิจารณารายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ
  • กมธ. ทั้ง 72 คน ประกอบด้วยสัดส่วนจากคณะรัฐมนตรี 18 คน และจากสภาผู้แทนราษฎร 54 คน ซึ่งแบ่งตามโควตาของพรรคการเมืองต่างๆ
  • โควต้ารัฐบาลเซอร์ไพร์ส เชิญ "อาจารย์วีระ" ร่วมคณะ ขณะที่ พรรคประชาชนมี "ดร.โจ" ส่วนประชาธิปัตย์ ส่งชื่อ "มาดามเดียร์"
  • คณะกรรมาธิการฯ ได้รับกรอบเวลาในการพิจารณาเพื่อแปรญัตติเป็นระยะเวลา 30 วัน ก่อนส่งกลับให้สภาฯ พิจารณาในวาระต่อไป

มติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร(สส.) เห็นชอบรับหลักการ(วาร ะ 1) ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หลังจากใช้เวลาในการอภิปรายนาน 3 วันเต็ม หลังจากที่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมกันถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์กรอบวงเงินงบประมาณกว่า 3.788 ล้านล้านบาท ตลอด 3 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคม 2569 โดยหลังจากสภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการแล้ว จากนั้นตามไทม์ไลน์จะเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่าตลอดทั้งวันของวันที่ 29 มิ.ย. จนถึงค่ำคืนวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 รวมเป็นเวลา 3 วันเต็ม ซึ่งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติวาระที่ 1 รับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณแบบขาดดุล โดยรัฐบาลวางแผนกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 788,000 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการรายได้สุทธิอยู่ที่ 3,000,000 ล้านบาท

มติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

  • เห็นชอบ 288 เสียง
  • ไม่เห็นชอบ 119 เสียง
  • งดออกเสียง 86 เสียง
  • ไม่ลงคะแนน 0 เสียง
  • องค์ประชุม 491 เสียง 

ส่งผลให้มติที่ประชุมสภาฯเสียงส่วนใหญ่ เห็นชอบรับหลักการ(วาระ1) ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570

 

หลังที่ประชุมสภาฯ มีมติรับหลักการในวาระแรกนี้ ขั้นตอนต่อไปคือการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณารายละเอียดในแต่ละกระทรวงก่อนจะส่งกลับเข้าสู่สภาฯ ในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีกำหนดจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป 

มติสภาฯ ตั้ง 72 กมธ.พิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน

โครงสร้างงบประมาณปี 2570

สำหรับโครงสร้างงบประมาณปี 2570 นี้ รัฐบาลจัดสัดส่วนรายจ่ายประจำไว้สูงถึง 2.78 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 73.6% ของงบทั้งหมด) ขณะที่งบลงทุนถูกจัดสรรไว้ที่ 7.89 แสนล้านบาท เพื่อมุ่งเป้ากระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ให้เติบโตในช่วงร้อยละ 1.7 - 2.7 ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่เน้นการสร้างความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายงบกลางไว้ถึง 693,880 ล้านบาท เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น รวมถึงการเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤตราคาพลังงาน 

ตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณางบประมาณปี 2570 จำนวน 72 คน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้น ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวนรวม 72 คน หลังจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้เสนอจำนวนดังกล่าว โดยไม่มีสมาชิกท่านใดคัดค้าน โดยมีสัดส่วนกรรมาธิการ ดังนี้ 

มติสภาฯ ตั้ง 72 กมธ.พิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน

  • ฝ่ายคณะรัฐมนตรี 18 คน
  • ฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร 54 คน

สำหรับสัดส่วนในส่วนของสภาฯ แบ่งตามพรรคการเมือง ดังนี้

  • พรรคภูมิใจไทย 21 คน
  • พรรคประชาชน 13 คน
  • พรรคเพื่อไทย 8 คน
  • พรรคกล้าทำ 6 คน
  • พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน
  • พรรคไทยรวมพลัง 1 คน
  • พรรคประชาชาติ 1 คน
  • พรรคพลังประชารัฐ 1 คน
  • พรรคเศรษฐกิจ 1 คน

ในส่วนของคณะรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอรายชื่อ 18 คน ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รวมอยู่ด้วย

ในส่วนของพรรคการเมืองต่าง ๆ ตัวแทนแต่ละพรรคได้ลุกขึ้นเสนอรายชื่อกรรมาธิการตามโควตาของตนตามลำดับ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าทำ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยรวมพลัง พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคเศรษฐกิจ ก่อนที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะอ่านทบทวนรายชื่อกรรมาธิการทั้ง 72 คนต่อที่ประชุมอีกครั้งเพื่อยืนยันความถูกต้อง

มติสภาฯ ตั้ง 72 กมธ.พิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน

กำหนดเวลาแปรญัตติ 30 วัน

ในช่วงท้าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทยเสนอให้กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 30 วัน ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบโดยไม่มีผู้คัดค้าน ถือเป็นการปิดการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่หนึ่ง

เปิดรายชื่อ 72 กมธ. งบฯ70

สำหรับรายชื่อ กมธ.วิสามัญทั้ง 72 คน แบ่งตามสัดส่วนดังนี้

คณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 18 คนได้แก่ 1.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส 2.นายภราดร ปริศนานันทกุล 3.นายชาดา ไทยเศรษฐ์ 4.นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล 5.นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน 6.นายชลัฐ รัชกิจประการ 7.น.ส.นันทนา สงฆ์ประชา 8.นายอนุรักษ์ จุรีมาศ 9.นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ 10.นายบุญลือ ประเสริฐโสภา 11.นายวีระ ธีระภัทรานนท์ 12.นายบุญชู ประสพกิจถาวร 13.ว่าที่ร้อยตรีศรัณย์ สมานพันธ์ 14.นายอนันต์ แก้วกำเนิด 15.นางมนพร เจริญศรี 16.นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ 17.น.ส.จิราพร สินธุไพร และ 18.นายพนม โพธิ์แก้ว

พรรคภูมิใจไทย จำนวน 21 คน ได้แก่ 1.นายชยุต ภุมมะกาญจนะ 2.นายซาการียา สะอิ 3.นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ 4.นายธนา กิจไพบูลย์ชัย 5.นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ 6.นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ 7.นายพิชญุตม์ พอจิต 8.นายพิชานนท์ อิงประสาร 9.น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล 10.นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ 11.นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ 12.นายเรืองวิทย์ คูณวัฒนาพงษ์ 13.น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ 14.น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล 15.พันเอก สุขชาต สะสมทรัพย์ 16.นายสุทธิชัย จรูญเนตร 17.นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ 18.นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา 19.นายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ 20.นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ และ 21.นายพิกิฏ ศรีชนะ

พรรคประชาชน 13 คน ได้แก่ 1.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล 2.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 3.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ 4.น.ส.เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู 5.นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม 6.นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา 6.นาวาโทกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ 7.น.ส.ณัฐยา บุญภักดี 8.นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ 9.น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล 10.น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ 11.นายณรงเดช อุฬารกุล และ 12.นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

พรรคเพื่อไทย จำนวน 8 คน ได้แก่ 1.นายรวี เล็กอุทัย 2.นายศุภชัย นพขำ 3.นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล 4.นายพัฒนา สัพโส 5.นายสมเจตน์ แสงเจริญรัตน์ 6.นายพลากร พิมพะนิตย์ 7.นายสุรพจน์ เตาะเจริญสุข และ 8.น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน

พรรคกล้าธรรม จำนวน 6 คน ได้แก่ 1.นายประสิทธิ์ โนทะ 2.นายชยานันท์ เกตุเมฆ 3.นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ 4.นายปรเมษฐ์ จินา 5.นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ และ 6.นายองอาจ วงษ์ประยูร

พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 2 คน ได้แก่ นายอัมพร พินะสา และ น.ส.วทันยา บุนนาค

พรรคไทรวมพลัง จำนวน 1 คน คือนายวสวรรธน์ พวงพรศรี พรรคประชาชาติ จำนวน 1 คนคือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา พรรคพลังประชารัฐ จำนวน 1 คนคือ นายยุทธนา ศรีตะบุตร และ พรรคเศรษฐกิจ จำนวน 1 คนคือ นายคริส โปตระนันทน์

ผู้นำฝ่ายค้าน จี้รัฐบาลตอบชัด "งบผ่าตัดโครงสร้าง" หรือแค่ปาหี่

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลุกขึ้นอภิปรายสรุปในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งสภาฯ ใช้เวลาพิจารณาต่อเนื่องมาแล้ว 3 วัน โดยตั้งคำถามสำคัญว่า งบประมาณฉบับนี้กำลังสร้างความหวังและความมั่นคงให้ประชาชนได้จริงหรือไม่ พร้อมเปิดประเด็นสงสัยว่าการจัดสรรงบประมาณบางส่วนอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกลุ่มบุคคลที่ค้ำจุนรัฐบาลอยู่

ชงข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณทั้งระบบ

ผู้นำฝ่ายค้านเปิดอภิปรายด้วยการอ้างอิงรายงาน "งบประมาณปฏิรูป: ข้อเสนอในการปฏิรูประบบงบประมาณ" ซึ่งมีคณะที่ปรึกษาที่รวมถึงบุคคลในซีกรัฐบาลปัจจุบันร่วมจัดทำ ระบุว่าเนื้อหาในรายงานสอดคล้องกับสิ่งที่สมาชิกสภาฝ่ายรัฐบาลเพิ่งอภิปรายไปก่อนหน้านี้ โดยชี้ว่าเม็ดเงินแผ่นดินที่แท้จริงมีขนาดใหญ่กว่างบประมาณแผ่นดินตามปกติมาก เพราะยังมีเงินในส่วนของรัฐวิสาหกิจ กองทุนต่าง ๆ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวมอยู่ด้วย โดยประเมินว่ารายจ่ายของรัฐวิสาหกิจเพียงอย่างเดียวตกปีละราว 4 ล้านล้านบาท และหากรวมเงินนอกงบประมาณทั้งหมดอาจสูงถึงราว 10 ล้านล้านบาทต่อปี

จึงเสนอให้รัฐบาลรับหลักการร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ที่พรรคประชาชนเสนอไว้แล้ว เพื่อบูรณาการการใช้จ่ายเงินแผ่นดินทั้งระบบให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน

ตั้งคำถาม "งบกระจายอำนาจ" หรือ "งบแบ่งอำนาจ"

ในประเด็นการกระจายอำนาจ ผู้นำฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลตัดงบกลุ่มจังหวัดออกไปราว 22,000 ล้านบาท โดยอ้างเหตุผลเรื่องความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการส่วนกลาง แต่เมื่อตรวจสอบพบว่างบดังกล่าวกลับไปตกอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงประมาณ 7,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น จึงเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงว่าเงินส่วนต่างหายไปไหน และสิ่งที่ทำอยู่คือการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงหรือเป็นเพียงการแบ่งอำนาจ

ซัดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เลี่ยงกฎวินัยการคลัง

ประเด็นที่ถูกอภิปรายอย่างหนักคือการที่รัฐบาลเลือกกู้ชดเชยการขาดดุลไม่เต็มกรอบตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ มาตรา 21 โดยอ้างว่าต้องการรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่ในเวลาเดียวกันกลับออกพระราชกำหนดเงินกู้วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ 200,000 ล้านบาทระบุว่าใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน รวมถึงการอุดหนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

ผู้นำฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นรายจ่ายที่สามารถบรรจุในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ตามปกติ เหตุใดจึงเลือกออกเป็นพระราชกำหนดแทน พร้อมชี้ว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจรักษาวินัยการคลัง แต่เป็นเพราะพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 20 กำหนดว่าเงินกู้ต้องนำไปใช้กับรายจ่ายลงทุนเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้กับรายจ่ายประจำได้ เมื่อรัฐบาลไม่มีโครงการลงทุนรองรับงบลงทุนที่ถูกตัดออกไปกว่า 70,000 ล้านบาท จึงต้องอาศัยช่องทางออก พ.ร.ก. เงินกู้แทน ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วก็คือการก่อหนี้ในลักษณะเดียวกัน

จี้ถามสัดส่วนรายได้รัฐต่ำกว่าเพื่อนบ้าน

ผู้นำฝ่ายค้านยังหยิบยกตัวเลขสัดส่วนรายได้รัฐต่อจีดีพีของไทยที่อยู่ในระดับราว 14-15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศในเอเชียตามข้อมูลของ IMF ที่อยู่ราว 26% และ 23% ตามลำดับ และต่ำกว่ากลุ่มประเทศ OECD ที่อยู่ในระดับกว่า 30% โดยระบุว่ารัฐบาลยังไม่สามารถแสดงให้เห็นทางออกที่ชัดเจนในประเด็นนี้ได้

แขวะ Zero-Based Budgeting กว่า 90% เป็นโครงการเก่า

สำหรับแนวทางการจัดทำงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) ที่รัฐบาลประกาศเริ่มดำเนินการในปีนี้ ผู้นำฝ่ายค้านระบุว่าเห็นด้วยในหลักการ แต่เมื่อตรวจสอบรายละเอียดในส่วนแผนงานยุทธศาสตร์และแผนงานบูรณาการ พบว่ากว่า 90% ยังคงเป็นโครงการต่อเนื่องจากงบประมาณปี 2569 จึงตั้งคำถามว่าการจัดทำงบประมาณครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นใหม่จริงตามหลักการฐานศูนย์หรือไม่ หรือเป็นเพียงการนำโครงการเดิมมาจัดเข้ากรอบนโยบายที่เขียนไว้กว้าง ๆ

เรียกร้องเปิดข้อมูลคำของบประมาณตั้งแต่ต้นปี

ในช่วงท้าย ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวขอบคุณที่รัฐบาลเริ่มเปิดเผยข้อมูลคำของบประมาณในรูปแบบไฟล์ Excel และเปิดให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมพิจารณางบประมาณ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยืนยันว่าจะเปิดเผยข้อมูลคำของบประมาณตั้งแต่ต้นปีงบประมาณของทุกปีต่อไป เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบระหว่างคำขอเบื้องต้นกับร่างกฎหมายงบประมาณฉบับที่ผ่านสภาได้อย่างโปร่งใส