thansettakij
thansettakij
มติสภาฯ รับหลักการ "ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 70" วงเงิน 3.788 ล้านล้าน

มติสภาฯ 288 ต่อ 119 เสียง รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน

01 ก.ค. 69 | 12:57 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ค. 69 | 14:55 น.

มติที่ประชุมสภาฯ เห็นชอบรับหลักการวาระ1 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท หลังถกเดือด 3 วันรวด จากนั้นตั้ง กมธ. 72 คนพิจารณา โดยใช้เวลาแปรญัตติ 30 วัน

KEY

POINTS

  • สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระแรก ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 288 ต่อ 119 เสียง
  • ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีวงเงินงบประมาณรวม 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณแบบขาดดุล โดยรัฐบาลจะกู้เงินเพื่อชดเชย 788,000 ล้านบาท
  • ขั้นตอนต่อไปหลังรับหลักการ คือการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 72 คน เพื่อพิจารณารายละเอียดของร่างกฎหมายก่อนเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3

มติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร(สส.) เห็นชอบรับหลักการ(วาร ะ 1) ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หลังจากใช้เวลาในการอภิปรายนาน 3 วันเต็ม หลังจากที่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมกันถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์กรอบวงเงินงบประมาณกว่า 3.788 ล้านล้านบาท ตลอด 3 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคม 2569 โดยหลังจากสภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการแล้ว จากนั้นตามไทม์ไลน์จะเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่าตลอดทั้งวันของวันที่ 29 มิ.ย. จนถึงค่ำคืนวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 รวมเป็นเวลา 3 วันเต็ม ซึ่งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติวาระที่ 1 รับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณแบบขาดดุล โดยรัฐบาลวางแผนกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 788,000 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการรายได้สุทธิอยู่ที่ 3,000,000 ล้านบาท

มติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

  • เห็นชอบ 288 เสียง
  • ไม่เห็นชอบ 119 เสียง
  • งดออกเสียง 86 เสียง
  • ไม่ลงคะแนน 0 เสียง
  • องค์ประชุม 491 เสียง 

ส่งผลให้มติที่ประชุมสภาฯเสียงส่วนใหญ่ เห็นชอบรับหลักการ(วาระ1) ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570

 

หลังที่ประชุมสภาฯ มีมติรับหลักการในวาระแรกนี้ ขั้นตอนต่อไปคือการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณารายละเอียดในแต่ละกระทรวงก่อนจะส่งกลับเข้าสู่สภาฯ ในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีกำหนดจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป 

มติสภาฯ 288 ต่อ 119 เสียง รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน

โครงสร้างงบประมาณปี 2570

สำหรับโครงสร้างงบประมาณปี 2570 นี้ รัฐบาลจัดสัดส่วนรายจ่ายประจำไว้สูงถึง 2.78 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 73.6% ของงบทั้งหมด) ขณะที่งบลงทุนถูกจัดสรรไว้ที่ 7.89 แสนล้านบาท เพื่อมุ่งเป้ากระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ให้เติบโตในช่วงร้อยละ 1.7 - 2.7 ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่เน้นการสร้างความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายงบกลางไว้ถึง 693,880 ล้านบาท เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น รวมถึงการเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤตราคาพลังงาน 

ตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณางบประมาณปี 2570 จำนวน 72 คน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้น ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวนรวม 72 คน หลังจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้เสนอจำนวนดังกล่าว โดยไม่มีสมาชิกท่านใดคัดค้าน โดยมีสัดส่วนกรรมาธิการ ดังนี้ 

มติสภาฯ 288 ต่อ 119 เสียง รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน

  • ฝ่ายคณะรัฐมนตรี 18 คน
  • ฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร 54 คน

สำหรับสัดส่วนในส่วนของสภาฯ แบ่งตามพรรคการเมือง ดังนี้

  • พรรคภูมิใจไทย 21 คน
  • พรรคประชาชน 13 คน
  • พรรคเพื่อไทย 8 คน
  • พรรคกล้าทำ 6 คน
  • พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน
  • พรรคไทยรวมพลัง 1 คน
  • พรรคประชาชาติ 1 คน
  • พรรคพลังประชารัฐ 1 คน
  • พรรคเศรษฐกิจ 1 คน

ในส่วนของคณะรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอรายชื่อ 18 คน ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รวมอยู่ด้วย

ในส่วนของพรรคการเมืองต่าง ๆ ตัวแทนแต่ละพรรคได้ลุกขึ้นเสนอรายชื่อกรรมาธิการตามโควตาของตนตามลำดับ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าทำ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยรวมพลัง พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคเศรษฐกิจ ก่อนที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะอ่านทบทวนรายชื่อกรรมาธิการทั้ง 72 คนต่อที่ประชุมอีกครั้งเพื่อยืนยันความถูกต้อง

มติสภาฯ 288 ต่อ 119 เสียง รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน

กำหนดเวลาแปรญัตติ 30 วัน

ในช่วงท้าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทยเสนอให้กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 30 วัน ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบโดยไม่มีผู้คัดค้าน ถือเป็นการปิดการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่หนึ่ง

ผู้นำฝ่ายค้าน จี้รัฐบาลตอบชัด "งบผ่าตัดโครงสร้าง" หรือแค่ปาหี่

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลุกขึ้นอภิปรายสรุปในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งสภาฯ ใช้เวลาพิจารณาต่อเนื่องมาแล้ว 3 วัน โดยตั้งคำถามสำคัญว่า งบประมาณฉบับนี้กำลังสร้างความหวังและความมั่นคงให้ประชาชนได้จริงหรือไม่ พร้อมเปิดประเด็นสงสัยว่าการจัดสรรงบประมาณบางส่วนอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกลุ่มบุคคลที่ค้ำจุนรัฐบาลอยู่

ชงข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณทั้งระบบ

ผู้นำฝ่ายค้านเปิดอภิปรายด้วยการอ้างอิงรายงาน "งบประมาณปฏิรูป: ข้อเสนอในการปฏิรูประบบงบประมาณ" ซึ่งมีคณะที่ปรึกษาที่รวมถึงบุคคลในซีกรัฐบาลปัจจุบันร่วมจัดทำ ระบุว่าเนื้อหาในรายงานสอดคล้องกับสิ่งที่สมาชิกสภาฝ่ายรัฐบาลเพิ่งอภิปรายไปก่อนหน้านี้ โดยชี้ว่าเม็ดเงินแผ่นดินที่แท้จริงมีขนาดใหญ่กว่างบประมาณแผ่นดินตามปกติมาก เพราะยังมีเงินในส่วนของรัฐวิสาหกิจ กองทุนต่าง ๆ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวมอยู่ด้วย โดยประเมินว่ารายจ่ายของรัฐวิสาหกิจเพียงอย่างเดียวตกปีละราว 4 ล้านล้านบาท และหากรวมเงินนอกงบประมาณทั้งหมดอาจสูงถึงราว 10 ล้านล้านบาทต่อปี

จึงเสนอให้รัฐบาลรับหลักการร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ที่พรรคประชาชนเสนอไว้แล้ว เพื่อบูรณาการการใช้จ่ายเงินแผ่นดินทั้งระบบให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน

ตั้งคำถาม "งบกระจายอำนาจ" หรือ "งบแบ่งอำนาจ"

ในประเด็นการกระจายอำนาจ ผู้นำฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลตัดงบกลุ่มจังหวัดออกไปราว 22,000 ล้านบาท โดยอ้างเหตุผลเรื่องความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการส่วนกลาง แต่เมื่อตรวจสอบพบว่างบดังกล่าวกลับไปตกอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงประมาณ 7,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น จึงเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงว่าเงินส่วนต่างหายไปไหน และสิ่งที่ทำอยู่คือการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงหรือเป็นเพียงการแบ่งอำนาจ

ซัดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เลี่ยงกฎวินัยการคลัง

ประเด็นที่ถูกอภิปรายอย่างหนักคือการที่รัฐบาลเลือกกู้ชดเชยการขาดดุลไม่เต็มกรอบตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ มาตรา 21 โดยอ้างว่าต้องการรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่ในเวลาเดียวกันกลับออกพระราชกำหนดเงินกู้วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ 200,000 ล้านบาทระบุว่าใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน รวมถึงการอุดหนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

ผู้นำฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นรายจ่ายที่สามารถบรรจุในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ตามปกติ เหตุใดจึงเลือกออกเป็นพระราชกำหนดแทน พร้อมชี้ว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจรักษาวินัยการคลัง แต่เป็นเพราะพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 20 กำหนดว่าเงินกู้ต้องนำไปใช้กับรายจ่ายลงทุนเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้กับรายจ่ายประจำได้ เมื่อรัฐบาลไม่มีโครงการลงทุนรองรับงบลงทุนที่ถูกตัดออกไปกว่า 70,000 ล้านบาท จึงต้องอาศัยช่องทางออก พ.ร.ก. เงินกู้แทน ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วก็คือการก่อหนี้ในลักษณะเดียวกัน

จี้ถามสัดส่วนรายได้รัฐต่ำกว่าเพื่อนบ้าน

ผู้นำฝ่ายค้านยังหยิบยกตัวเลขสัดส่วนรายได้รัฐต่อจีดีพีของไทยที่อยู่ในระดับราว 14-15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศในเอเชียตามข้อมูลของ IMF ที่อยู่ราว 26% และ 23% ตามลำดับ และต่ำกว่ากลุ่มประเทศ OECD ที่อยู่ในระดับกว่า 30% โดยระบุว่ารัฐบาลยังไม่สามารถแสดงให้เห็นทางออกที่ชัดเจนในประเด็นนี้ได้

แขวะ Zero-Based Budgeting กว่า 90% เป็นโครงการเก่า

สำหรับแนวทางการจัดทำงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) ที่รัฐบาลประกาศเริ่มดำเนินการในปีนี้ ผู้นำฝ่ายค้านระบุว่าเห็นด้วยในหลักการ แต่เมื่อตรวจสอบรายละเอียดในส่วนแผนงานยุทธศาสตร์และแผนงานบูรณาการ พบว่ากว่า 90% ยังคงเป็นโครงการต่อเนื่องจากงบประมาณปี 2569 จึงตั้งคำถามว่าการจัดทำงบประมาณครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นใหม่จริงตามหลักการฐานศูนย์หรือไม่ หรือเป็นเพียงการนำโครงการเดิมมาจัดเข้ากรอบนโยบายที่เขียนไว้กว้าง ๆ

เรียกร้องเปิดข้อมูลคำของบประมาณตั้งแต่ต้นปี

ในช่วงท้าย ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวขอบคุณที่รัฐบาลเริ่มเปิดเผยข้อมูลคำของบประมาณในรูปแบบไฟล์ Excel และเปิดให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมพิจารณางบประมาณ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยืนยันว่าจะเปิดเผยข้อมูลคำของบประมาณตั้งแต่ต้นปีงบประมาณของทุกปีต่อไป เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบระหว่างคำขอเบื้องต้นกับร่างกฎหมายงบประมาณฉบับที่ผ่านสภาได้อย่างโปร่งใส