thansettakij
thansettakij
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงคมนาคม

'พิพัฒน์' แจงโดนตัดงบคมนาคมปี 70 แตะ 2.13 แสนล้าน ลุยมอเตอร์เวย์-ตั๋วร่วม

01 ก.ค. 69 | 11:03 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ค. 69 | 11:25 น.

'พิพัฒน์' แจงยิบกลางสภา งบประมาณปี 2570 โดนปรับลด 8.8% เหลือ 2.13 แสนล้านบาท เปิดโมเดลทางยกระดับเลนกลางถนนเพชรเกษมเดิมเชื่อมลงใต้ประหยัดงบ ดันพ.ร.บ.ตั๋วร่วม เคาะราคา 17-45 บาท เปลี่ยนสายไม่เสียแรกเข้าซ้ำซ้อน

KEY

POINTS

  • กระทรวงคมนาคมถูกปรับลดงบประมาณปี 2570 เหลือวงเงิน 2.13 แสนล้านบาท โดยรัฐมนตรีฯ ยืนยันจะบริหารจัดการอย่างคุ้มค่าที่สุด
  • เดินหน้าโครงการมอเตอร์เวย์ต่อเนื่อง โดยปรับแผน M8 สายใต้เพื่อลดงบประมาณ และเร่งรัดเปิดใช้ M6 บางปะอิน-โคราช และ M82 เอกชัย-บ้านแพ้ว ให้เสร็จภายในปีนี้
  • ผลักดันระบบตั๋วร่วม (Common Ticket) สำหรับรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยกำหนดค่าโดยสารข้ามสายในราคา 17-45 บาท และยกเลิกค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน

วันนี้ (1 ก.ค.2569) ในการอภิปรายชี้แจงงบประมาณประจำปี 2570 นายพิพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงคมนาคม

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า ภาพรวมงบประมาณของกระทรวงคมนาคมในส่วนของการพัฒนาและค่าใช้จ่ายขับเคลื่อนงานหลังจากถูกปรับลดแล้ว มีวงเงินอยู่ที่ประมาณ 213,184 ล้านบาท แต่หากนับรวมถึงค่าใช้จ่ายของข้าราชการทั้งหมด จะมีวงเงินรวมอยู่ที่ประมาณ 242,072.74 ล้านบาท

ขณะเดียวกันในปีนี้กระทรวงคมนาคมถูกปรับลดงบประมาณลงไปประมาณ 8.8% โดยยืนยันว่าจะบริหารจัดการงบประมาณที่ได้รับอย่างคุ้มค่าที่สุดในทุกมิติ ทั้งการก่อสร้างถนนในปีนี้ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการซ่อมบำรุงเนื่องจากงบประมาณมีจำกัด

ทั้งนี้แนวทางการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ภายใต้งบประมาณที่จำกัด โดยมีการปรับแผนงานในหลายโครงการเพื่อความคุ้มค่า เช่น โครงการมอเตอร์เวย์สายใต้ (M8) ช่วงปากท่อ-ปราณบุรี ระยะทาง 110 กม.

อย่างไรก็ดีโครงการดังกล่าวอยู่ในระหว่างการศึกษา ซึ่งจะต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากงบประมาณมีจำกัดและลดมูลค่าโครงการที่สูงมากเกินไป

สำหรับการปรับแนวคิดจากการสร้างทางแนวใหม่คู่ขนานไปกับถนนเพชรเกษม (สาย A4) มาเป็นการขยายถนนเพชรเกษมเดิมออกไปข้างละ 2 ช่องจราจร (ซ้าย-ขวา) เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้

นายพิพัฒน์ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ของกระทรวงคมนาคม

ส่วนพื้นที่ 2 ช่องจราจรตรงกลาง (ไป-กลับ) จะทำการก่อสร้างเป็นมอเตอร์เวย์ โดยเป็นทางยกระดับที่จะไปบรรจบถึงจังหวัดนราธิวาส

ขณะที่ความคืบหน้า M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ ปัจจุบันออกแบบเรียบร้อยแล้ว ในปี 2570 นี้จะได้รับงบประมาณค่าเวนคืนที่ดินราว 1,100 ล้านบาท และจะตั้งงบจัดซื้อจัดจ้างในปี 2571

สำหรับโครงการเร่งด่วนที่ประชาชนรอใช้ กระทรวงคมนาคมจะเร่งเปิดมอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา ให้สมบูรณ์ทั้งขาเข้าและขาออกภายในสิ้นปีนี้ ส่วน M82 เอกชัย-บ้านแพ้ว คาดแล้วเสร็จก่อนสิ้นปี แต่อาจมีความล่าช้าบ้างจากเหตุอุบัติเหตุบนถนนยกระดับ

ส่วนของภูเก็ต การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะเดินหน้าโครงการอุโมงค์กระทู้-ป่าตอง และโครงการกระทู้-สนามบิน ระยะทาง 36 กิโลเมตร ในปี 2570 มูลค่าประมาณ 40,000 ล้านบาท ใช้รูปแบบ PPP ไม่พึ่งงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับการขับเคลื่อนด้านการบิน กระทรวงจะพัฒนาท่าอากาศยานหลายจังหวัด ทั้งตรังและบุรีรัมย์ โดยขยายรันเวย์รองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ ส่วนกระบี่และอุดรธานีจะติดตั้งระบบพิสูจน์อัตลักษณ์ รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากเที่ยวบินเช่าเหมาลำ

ขณะที่นราธิวาสและร้อยเอ็ดจะขยายทางวิ่งเข้าสู่มาตรฐาน 2,990 เมตร ส่วนทางน้ำจะบำรุงร่องน้ำเศรษฐกิจในสงขลา ปัตตานี บ้านดอน สมุทรสาคร บางปะกง และกรุงเทพฯ โดยเฉพาะท่าเรือน้ำลึกสงขลาจะขุดให้ได้ความลึก 9 เมตร รองรับน้ำมันและตู้คอนเทนเนอร์ ขณะที่ปากร่องน้ำปัตตานีจะเร่งขุดลอกช่วยชาวประมง

อย่างไรก็ดีปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ว่า ปี 2570 กรมเจ้าท่าได้รับงบขุดลอกปากแม่น้ำและลำคลอง เช่น คลองอู่ตะเภา คลอง ร.1 เพื่อเร่งระบายน้ำสู่ทะเลสาบสงขลา แต่การแก้หาดใหญ่ทำปีเดียวไม่จบ ต้องวางแผนร่วมกับมหาดไทยและเกษตรฯ ระยะ 5-10 ปี

นอกจากนี้กระทรวงยังมีแผนถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ 61 กิโลเมตร พร้อมวางแนวคลองส่งน้ำคู่ถนน เพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งร่วมกับ JICA ศึกษาแนวทางตัดน้ำจากสะเดาออกสู่อ่าวไทยที่อำเภอจะนะ ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษาและดำเนินการไม่น้อยกว่า 7-10 ปี

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการพัฒนาด้านระบบรางนั้น รถไฟทางคู่สายอีสานถึงขอนแก่นแล้ว และกำลังก่อสร้างต่อถึงหนองคาย คาดเสร็จปี 2573 ส่วนรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เสร็จปี 2572 ขณะที่สายใต้ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ จะของบเวนคืนและประกวดราคาในปี 2570

ด้านการพัฒนาระบบรางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปัจจุบันมีรถไฟฟ้ายาว 280 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 80 กิโลเมตร จากแผนทั้งหมด 554 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้ผ่าน พ.ร.บ. ราง และ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมแล้ว โดยจะใช้ระบบตั๋วใบเดียว (Common Ticket) ในราคาข้ามสายไม่เกิน 17-45 บาท ไม่มีค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนต่อไป

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า งบประมาณทุกบาทมาจากภาษีประชาชน กระทรวงคมนาคมจะบริหารให้คุ้ม โปร่งใส และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมย้ำว่าในยุคของตนจะไม่มีเรื่องส่วยหรือคอร์รัปชันอย่างแน่นอน ดังเช่นที่เคยทำหน้าที่มาแล้วใน 3 กระทรวง ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวฯ แรงงาน และคมนาคม

"ส่วนตัวอาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรม แต่มีความตั้งใจและบริสุทธิ์ใจในการทำงาน และขอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์การทำงานของผมภายใต้การกำกับดูแลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีว่าจะมีความโปร่งใสและแตกต่างจากยุคที่ผ่านมาอย่างไร และพร้อมให้มีการตรวจสอบต่อไป" นายพิพัฒน์ กล่าว