
พ.ร.ฎ.ฉบับใหม่ "เชื่อมข้อมูลส่วนบุคคล" บังคับหน่วยงานรัฐเลิกทำงานแบบไซโล
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พ.ร.ฎ.แชร์ข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2569 มุ่งบูรณาการข้อมูลเพื่อสวัสดิการประชาชนแบบตรงจุด พร้อมเสริมเขี้ยวเล็บปราบอาชญากรรมไซเบอร์-ทุจริตคอร์รัปชัน
KEY
POINTS
- รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ฎ. ฉบับใหม่ บังคับให้หน่วยงานรัฐเชื่อมโยงข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อแก้ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน (Data Silo)
- มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการให้บริการภาครัฐแก่ประชาชนให้เป็นแบบมุ่งเป้าและไร้รอยต่อ ผ่านการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะการฉ้อโกงออนไลน์และมิจฉาชีพต่างๆ
- กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่เข้มงวด โดยห้ามเปิดเผยข้อมูลที่เชื่อมโยงแก่บุคคลภายนอก และต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล
รัฐบาลประกาศใช้กฎหมายใหม่ว่าด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างหน่วยงานของรัฐ เพื่อแก้ปัญหาการเก็บข้อมูลแบบแยกส่วน (Data Silo) หวังยกระดับการให้บริการประชาชนแบบมุ่งเป้า พร้อมชูจุดเด่นด้านความปลอดภัยไซเบอร์มาตรฐานสากลและการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายปราบปรามมิจฉาชีพออนไลน์
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 175 และมาตรา 24 (9) แห่ง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ปลดล็อก Data Silo มุ่งบริการภาครัฐแบบไร้รอยต่อ
เหตุผลหลักในการตรากฎหมายฉบับนี้ เนื่องมาจากปัจจุบันหน่วยงานรัฐยังคงมีการจัดเก็บข้อมูลแบบแยกส่วน ทำให้การบูรณาการข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ประกอบการทำนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐ รวมถึงการจัดสวัสดิการและการให้บริการประชาชนแบบมุ่งเป้า ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่
กฎหมายฉบับนี้จึงกำหนดให้หน่วยงานรัฐสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความดูแลต่อหน่วยงานรัฐแห่งอื่นได้ เพื่อประโยชน์ในการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการจัดทำและให้บริการภาครัฐและสวัสดิการต่างๆ แก่ประชาชนโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
เข้มงวดความปลอดภัย ห้ามหลุดถึงมือบุคคลภายนอก
มาตรา 3 ของพระราชกฤษฎีกา กำหนดชัดเจนว่า ในการดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูล หน่วยงานรัฐที่เป็นผู้ขอข้อมูลมีหน้าที่ต้องรักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่ได้รับมาไว้อย่างเคร่งครัด โดย "ห้ามมิให้มีการเปิดเผยต่อไปยังบุคคลภายนอก" ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือไม่ก็ตาม
นอกจากนี้ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรฐานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ตามมาตรฐานสากล
เสริมเขี้ยวเล็บปราบอาชญากรรม-เพิ่มขีดความสามารถประเทศ
นอกเหนือจากการบริการสาธารณะ กฎหมายฉบับนี้ยังเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามอาชญากรรมที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอาชญากรรม, การทุจริตคอร์รัปชัน, การค้ามนุษย์, การฉ้อโกงออนไลน์ และมิจฉาชีพที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน
การเชื่อมโยงข้อมูลจะช่วยสร้างความโปร่งใสในภาครัฐ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการใช้ฐานข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ให้สัมภาษณ์กับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับดังกล่าวว่า เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานรัฐ ย้ำว่าแค่เฉพาะหน่วยงานรัฐเท่านั้นที่เชื่อมกัน และต้องรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนไม่ให้รั่วไหลออกไป อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาก็เข้าใจว่าเขาก็กังวลว่าข้อมูลเขาอาจจะยังไม่พร้อมจะเชื่อมหรือเชื่อมไปแล้วผิดพลาดแล้วเขาจะต้องจัดการอะไรยังไง
"พอเชื่อมกันตรงนี้ หมายถึงว่าหน่วยงานรัฐสามารถนำมาใช้งานได้ ประชาชนจะสะดวกมากขึ้น และจะได้ตอบโจทย์ว่าที่พยายามเชื่อมบริการทั้งหมด และพระราชกฤษฎีกาเพิ่งจะมีผลบังคับใช้วันนี้ ดังนั้นก็เข้าใจว่าหน่วยงานก็ต้องเตรียมตัวกันว่าเราจะต้องกระตุ้นตรงนี้เพื่อให้มีความเข้าใจที่ตรงกัน เพราะที่ผ่านมาเชื่อมมั่งไม่เชื่อมมั่งทำให้ข้อมูลมันยังไม่ตอบโจทย์ประชาชน"
นางสาวอ้อนฟ้า กล่าวว่า พระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่นี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ ก.พ.ร. ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของ e-service ที่พยายามเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน พยายามเอาทุกบริการของหน่วยงานของภาครัฐมาไว้บนแพลตฟอร์มกลาง รวมทั้ง "ศูนย์กลางบริการภาครัฐเพื่อภาคธุรกิจ" หรือ Biz Portal คือ ใบอนุญาตทั้งหลาย เป็นแพลตฟอร์มสำหรับผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ส่วน "ทางรัฐ" ก็เป็นสำหรับประชาชนทั่วไป
"เราพยายามนำอีเซอร์วิสทั้งหมด ซึ่งตอนนี้มีอยู่ประมาณเกือบ 3,000 ใบอนุญาตขึ้นมาอยู่บน แพลตฟอร์มกลาง ซึ่งวันนี้ยังมีแค่ประมาณ 944 ใบอนุญาตเอง ซึ่งรัฐบาลมีแผนปรับใหม่ที่จะเร่งให้เอาอีเซอร์วิสทั้งหมดมาไว้บนแพลตฟอร์มกลาง ตั้งใจว่าจะเสร็จภายในปี 2571" นางสาวอ้อนฟ้า กล่าว







