thansettakij
thansettakij
กนง. มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 1% ชี้เศรษฐกิจไทยโตดีกว่าคาด แต่ยังไม่ทั่วถึง

กนง. มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 1% ชี้เศรษฐกิจไทยโตดีกว่าคาด แต่ยังไม่ทั่วถึง

24 มิ.ย. 69 | 07:07 น.
อัปเดตล่าสุด :24 มิ.ย. 69 | 07:09 น.

กนง. มีมติเอกฉันท์ 7-0 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 2.3% จากแรงหนุนส่งออก การลงทุน AI และมาตรการรัฐ แม้การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง

KEY

POINTS

  • กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
  • เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออก การลงทุนด้าน AI และมาตรการภาครัฐ
  • การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs และภาคครัวเรือนที่ยังคงเปราะบางจากรายได้และค่าครองชีพ
  • อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะสั้นจากต้นทุนพลังงาน ก่อนจะทยอยปรับลดลงในปี 2570

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี โดยเห็นว่านโยบายการเงินระดับผ่อนคลายยังเหมาะสมต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้แนวโน้มเศรษฐกิจจะขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้จากแรงหนุนของการส่งออก การลงทุนด้าน AI และมาตรการภาครัฐ แต่การฟื้นตัวยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะสั้นจากต้นทุนพลังงาน ก่อนทยอยลดลงในปีหน้า

กนง. เอกฉันท์คงดอกเบี้ย 1% ต่อปี

นายดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ว่า คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี

นายดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

คณะกรรมการเห็นว่า การดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่กับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ยังคงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะนี้ ขณะที่ต้องติดตามพัฒนาการของอัตราเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด

ปรับมุมมองเศรษฐกิจดีขึ้น รับแรงหนุนส่งออกและ AI

กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 และ 2570 จะขยายตัวที่ 2.3% และ 1.8% ตามลำดับ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออก การลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานของภาครัฐ

นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลให้ผลกระทบต่อภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยวต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ ขณะที่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่าคาด

ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง SMEs และครัวเรือนยังเปราะบาง

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น แต่ กนง. มองว่าการฟื้นตัวยังคงไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังเผชิญการแข่งขันสูงและมีข้อจำกัดในการปรับตัว

ขณะเดียวกัน ครัวเรือนจำนวนมากยังได้รับแรงกดดันจากรายได้ที่เติบโตช้าลงและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐสิ้นสุดลง

เงินเฟ้อปีนี้สูงกว่ากรอบเป้าหมาย ก่อนชะลอลงในปีหน้า

กนง. คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2569 และ 2570 จะอยู่ที่ 2.8% และ 1.4% ตามลำดับ ใกล้เคียงกับประมาณการเดิม

อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี 2569 มีแนวโน้มปรับตัวสูงกว่ากรอบเป้าหมาย เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ก่อนจะทยอยปรับลดลงในปี 2570 เมื่อแรงกดดันด้านอุปทานเริ่มคลี่คลายและผลของฐานสูงในปีก่อนหมดไป

ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 1.5% ในปี 2569 และ 1.4% ในปี 2570 ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย

บาทอ่อนตามดอลลาร์ สินเชื่อ SMEs ยังหดตัว

คณะกรรมการระบุว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับการแข็งค่าของเงินดอลลาร์จากแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐ

ในส่วนของภาคการเงิน อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมยังทรงตัว ขณะที่สินเชื่อรวมขยายตัวในระดับต่ำ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัวต่อเนื่อง เนื่องจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง แม้ว่าคุณภาพสินเชื่อโดยรวมจะยังทรงตัวก็ตาม

ย้ำดอกเบี้ยปัจจุบันเหมาะสมต่อเศรษฐกิจไทย

กนง. ยืนยันว่า ภายใต้กรอบนโยบายการเงินที่มุ่งรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ยังถือว่าเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการจะติดตามแนวโน้มเงินเฟ้อ ความเสี่ยงด้านพลังงาน และการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเหมาะสมของนโยบายการเงินในระยะต่อไป