thansettakij
thansettakij
ลุ้นกนง. คงดอกเบี้ย ‘สันติธาร’ ชี้ไทยมีเสถียรภาพ ไม่ถูกบีบเหมือนหลายประเทศ

ลุ้นกนง. คงดอกเบี้ย ‘สันติธาร’ ชี้ไทยมีเสถียรภาพ ไม่ถูกบีบเหมือนหลายประเทศ

24 มิ.ย. 69 | 06:15 น.
อัปเดตล่าสุด :24 มิ.ย. 69 | 06:17 น.

‘สันติธาร’ คาดกนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย ชี้ไทยมีเสถียรภาพสูง ไม่ถูกบีบเหมือนหลายประเทศ เร่งปลดล็อคลงทุน วางเป้า 4 ปี จีดีพีโค 3%

KEY

POINTS

  • คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งล่าสุด
  • ดร.สันติธาร เสถียรไทย ชี้ว่าจุดแข็งของไทยคือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินที่แข็งแกร่ง
  • ไทยไม่เผชิญแรงกดดันให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาค่าเงินผันผวนเหมือนหลายประเทศ ทำให้สามารถดำเนินนโยบายการเงินตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศได้

ตลาดการเงินและภาคธุรกิจจับตาผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันนี้ (24 มิ.ย. 2569) อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาท และทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย โดย ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองว่า ไทยยังมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้มีโอกาสสูงที่ กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้

คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย

ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันนี้ (24 มิ.ย.69) มองว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ

โดยจุดแข็งสำคัญของไทยในปัจจุบันคือการมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของค่าเงินและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย

“หลายประเทศเศรษฐกิจยังไม่พร้อมขึ้นดอกเบี้ย แต่จำเป็นต้องดำเนินการเพราะค่าเงินผันผวนอย่างมาก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล แต่ประเทศไทยโชคดีที่ไม่ได้อยู่ในจุดนั้น ทำให้นโยบายดอกเบี้ยยังสามารถดำเนินไปตามภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศได้ค่อนข้างเหมาะสม” ดร.สันติธารกล่าว

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากมุมมองของตลาดการเงินในปัจจุบัน ยังไม่เห็นปัจจัยใหม่ที่ส่งผลให้คาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน

ชี้โลกเข้าสู่ยุคเงินตึงตัวมากขึ้น

สำหรับประเด็นค่าเงินบาทอ่อนค่าและกระแสเงินทุนไหลออกที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ดร.สันติธาร ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระยะใหม่ โดยวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มสิ้นสุดลง ส่งผลให้สภาพคล่องและเงินทุนในระบบการเงินโลกอาจตึงตัวมากขึ้นในระยะข้างหน้า

ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ดี แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้าย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศพบว่า ค่าเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยของไทยปรับตัวตามทิศทางโลกในสัดส่วนที่น้อยกว่า อีกทั้งยังมีความผันผวนต่ำกว่า สะท้อนถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ส่วนกรณีเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรับสมดุลการลงทุน (Rebalancing) หลังจากเม็ดเงินในช่วงก่อนหน้ากระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรมมากเกินไป

วางเป้า 4 ปี ดัน GDP โตเกิน 3%

ดร.สันติธาร กล่าวว่า แม้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินจะเป็นจุดแข็งของประเทศไทย แต่ในระยะต่อไปนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจำเป็นต้องทำงานประสานกันมากขึ้น เพื่อสร้าง “Growth Story” หรือเรื่องราวการเติบโตใหม่ให้กับประเทศ

โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายสำคัญในช่วง 4 ปีข้างหน้า ประกอบด้วย การผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยมากกว่า 3% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงศักยภาพของประเทศ การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้เข้าใกล้ระดับ 30% จากปัจจุบันที่อยู่ราว 22-23% และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ติดอันดับ 20 ประเทศแรกของโลก

เร่งปลดล็อกเอกชนลงทุน

สำหรับกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะถัดไป ภาครัฐจะมุ่งเน้นบทบาทการเป็นผู้สนับสนุนและปลดล็อกอุปสรรคที่ขัดขวางการลงทุนของภาคเอกชน ผ่านมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การเร่งรัดอนุมัติโครงการ (Fast Track) รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจขยายการลงทุนมากขึ้น โดยหากสามารถยกระดับสัดส่วนการลงทุนของประเทศได้ตามเป้าหมาย จะช่วยหนุนทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ในประเด็นความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้ ดร.สันติธาร เห็นว่า โจทย์เร่งด่วนในระยะนี้คือการทำให้ “เค้กเศรษฐกิจ” มีขนาดใหญ่ขึ้นก่อน จากนั้นจึงใช้โอกาสที่เกิดจากการลงทุนใหม่ ๆ ในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน สร้างการจ้างงานที่ใช้ทักษะสูง และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ประชาชนในวงกว้างมากขึ้น

“หากเศรษฐกิจเติบโตจากการลงทุนที่มีคุณภาพ จะไม่เพียงช่วยเพิ่ม GDP แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างงาน ยกระดับรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน” ดร.สันติธาร กล่าว