
เปิดชื่อ 3 แอปจีนส่งอาหารในไทย พาณิชย์เร่งสอบเส้นทางเงินเสี่ยงนอมินี
พาณิชย์ ตรวจเข้ม 3 แอปจีนส่งอาหารในไทย Gokoo,Feixiang และ E-Gets เช็กโครงสร้างผู้ถือหุ้น เส้นทางเงินทุน และความเสี่ยงนอมินี หากผิดกฎหมายโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี
KEY
POINTS
- กระทรวงพาณิชย์กำลังตรวจสอบ 3 แอปพลิเคชันสั่งอาหารสัญชาติจีน ได้แก่ Gokoo, Feixiang และ E-Gets
- การตรวจสอบมุ่งเน้นเส้นทางการเงินและโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) หรือไม่
- ผลตรวจสอบเบื้องต้นพบ 2 บริษัทมีคนไทยถือหุ้นใหญ่ และอีก 1 บริษัทเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ซึ่งกรมฯ กำลังตรวจสอบเชิงลึกทั้งหมด
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เร่งตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของ 3 แพลตฟอร์มแอปสั่งอาหารและบริการต่าง ๆ สำหรับชาวจีนในประเทศไทย ได้แก่ Gokoo, Feixiang และ E-Gets เพื่อพิจารณาว่ามีการปฏิบัติตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ รวมถึงอยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึกทั้งแหล่งที่มาของเงินลงทุน อำนาจบริหารจัดการ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับแพลตฟอร์มสัญชาติจีนที่ให้บริการสั่งอาหารและบริการประเภทอื่นๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นนักท่องเที่ยวหรือชาวจีนที่มาอาศัยในประเทศไทย ซึ่งเปิดให้บริการแพลตฟอร์มได้แก่ Gokoo, Feixiang และ E-Gets ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากสังคม
ปัจจุบันทางกรมฯได้เร่งดำเนินการตรวจสอบ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกของแพลตฟอร์มทั้ง 3 ราย เพื่อพิจารณาว่าการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่
เร่งตรวจสอบเส้นทางเงิน 3 แอปจีนเข้าข่ายนอมินี
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า มีการจดทะเบียนนิติบุคคลในรูปแบบบริษัท โดยมี 2 รายที่มีผู้ถือหุ้นชาวไทยถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง และอีก 1 ราย มีโครงสร้างการถือหุ้นที่มีต่างชาติถือหุ้นในสัดส่วนเกิน 50% โดยรายละเอียดของนิติบุคคลทั้ง 3 รายมีดังนี้
1. บริษัท โกคูออนไลน์ จำกัด (แอปพลิเคชัน 悟空外面 (wukong waimai) : Gokoo) จดทะเบียนนิติบุคคลวันที่ 21 กันยายน 2563 ทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นเป็นไทย 80% มีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย
2. บริษัท เดอะ ฟลาย โฮลดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด (แอปพลิเคชัน 飞象 : feixiang) จดทะเบียนนิติบุคคลวันที่ 1 กันยายน 2564 ทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทย 51% มีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย สำหรับนิติบุคคลทั้ง 2 รายข้างต้น ประกอบธุรกิจให้บริการเป็นตลาดกลางซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
โดยจากการตรวจสอบพบผู้ถือหุ้นคนไทยมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอื่น โดยมีชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทอีก 4 บริษัท โดยเป็นการร่วมลงทุนกับคนต่างด้าว
พบ 1 ราย ต่างชาติถือหุ้นสัดส่วนเกิน 50%
3. บริษัท อี-เก็ตส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (แอปพลิเคชัน E-Gets) จดทะเบียนนิติบุคคลวันที่ 3 สิงหาคม 2566 ทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคลสัญชาติกัมพูชา 90% จึงมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยประกอบธุรกิจ e-commerce และหรือแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับบริการสั่งซื้อ ขาย และจัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าที่เกี่ยวข้อง
จากผลการตรวจสอบพบว่าบริษัท อี-เก็ตส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับบัตรส่งเสริมจาก BOI ในธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล และได้รับหนังสือรับรองการประธุรกิจของคนต่างด้าวแล้ว
ทั้งนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินลงทุน อำนาจการบริหารจัดการ การลงนามผูกพันบริษัท ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) หรือไม่
แบ่งตรวจสอบเป็น 2 กลุ่ม
โดยจะแบ่งการตรวจสอบเป็น 2 กลุ่มตามสถานะของนิติบุคคล คือ
นิติบุคคลไทย จะดำเนินการตรวจสอบว่ามีคนไทยให้ความร่วมมือกับชาวต่างชาติใช้ชื่อหรือถือหุ้นแทนเพื่อเป็นนอมินีเลี่ยงการขออนุญาตประกอบธุรกิจหรือไม่ หากมีการกระทำผิดจริงจะได้รับโทษทางกฎหมาย โทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี โทษปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 ถึง 50,000 บาท
นิติบุคคลต่างชาติ จะตรวจสอบการขออนุญาตประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่ หากฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 ถึง 50,000 บาท
"สำหรับแพลตฟอร์มที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบพบว่ามีลักษณะการให้บริการผ่านระบบดิจิทัลที่มุ่งตอบสนองกลุ่มลูกค้าชาวจีนในประเทศไทย ทั้งบริการสั่งอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีการใช้ภาษาจีนเป็นหลัก รวมทั้งมีการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หลายรูปแบบ
ซึ่งกรมฯ จะติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันมิให้เกิดการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และพร้อมจะเดินหน้าตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ปกป้องธุรกิจของคนไทย ซึ่งระหว่างการตรวจสอบต้องถือว่าธุรกิจยังมิได้ดำเนินสิ่งใดที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย จนกว่าจะทราบผลการตรวจสอบ





