thansettakij
thansettakij
สตช. แฉกลโกงนอมินีสุดแสบ ใช้ชื่อคนตาย-ถือบัตรสวัสดิการ สวมรอยตั้งบริษัท

แฉกลโกงนอมินี 'ใช้ชื่อคนตาย-จ้างคนถือบัตรสวัสดิการ' สวมรอยตั้งบริษัท

22 มิ.ย. 69 | 09:35 น.
อัปเดตล่าสุด :22 มิ.ย. 69 | 09:40 น.

บิ๊กต่ายนำทีมแถลงผลงานยักษ์ ทลายสแกมเมอร์ยึด 2.4 หมื่นล้าน พร้อมเปิดโปงกลโกงนอมินีใช้ชื่อคนตาย-คนถือบัตรสวัสดิการฯ ตั้งบริษัทฮุบที่ดินใต้มูลค่าพันล้าน ลั่นเดินหน้าทวงคืนอธิปไตยเศรษฐกิจไทย

KEY

POINTS

  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เปิดโปงขบวนการนอมินีต่างชาติที่ใช้ชื่อผู้เสียชีวิตและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาสวมรอยเป็นผู้ถือหุ้นเพื่อจัดตั้งบริษัท
  • เครือข่ายดังกล่าวอาศัยบริษัทกฎหมายและบัญชีในการนำชื่อคนไทย เช่น พนักงานหรือญาติ มาถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ โดยบางคนมีชื่อถือหุ้นในบริษัทกว่า 100 แห่ง
  • มีการสร้างหลักฐานเท็จโดยนำชื่อคนไทยไปจดทะเบียนในระบบประกันสังคมเพื่อปลอมเป็นลูกจ้าง ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติในการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน
  • ปฏิบัติการปราบปรามในพื้นที่ท่องเที่ยวภาคใต้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมยึดทรัพย์สินและที่ดินคืนได้มูลค่ามหาศาล

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ผนึกกำลังรัฐบาลยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และเครือข่ายนอมินีต่างชาติเป็น "วาระแห่งชาติ" โดยสามารถปฏิบัติการเชิงรุกจนสร้างสถิติ "New Low" ในคดีหลอกลวงออนไลน์ พร้อมเปิดโปงขบวนการนอมินีสุดอื้อฉาวที่ใช้ชื่อ "ผู้เสียชีวิต" และ "ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" มาสวมสิทธิ์ถือหุ้นบังหน้าในธุรกิจท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ ยึดทรัพย์สินรวมกว่า 25,000 ล้านบาท เพื่อคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้คนไทย

ทลายสแกมเมอร์ 2.4 หมื่นล้าน สถิติคดีลดฮวบสู่ "New Low"

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะผอ.ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (AOC) แถลงความสำเร็จในการตัดวงจรอาชญากรรมไซเบอร์ผ่าน 6 ยุทธวิธีหลัก ส่งผลให้คดีใหม่ลดลงจาก 1,200-1,300 เคสต่อวัน เหลือเพียง 500-600 เคสต่อวัน และบางวันความเสียหายลดต่ำสุดเหลือเพียง 9 ล้านบาท ซึ่งเรียกว่าระดับ New Low

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะผอ.ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (AOC) แถลงความสำเร็จในการตัดวงจรอาชญากรรมไซเบอร์

สำหรับ ผลการปฏิบัติการที่สำคัญ อาทิ

  • การอายัดทรัพย์สิน: ยึดเงินและทรัพย์สินจากเครือข่ายสแกมเมอร์ได้รวมมูลค่ากว่า 24,000 ล้านบาท
  • การตัดวงจรเทคโนโลยี: ระงับหมายเลขโทรศัพท์คนร้าย 23,341 เลขหมาย และปิดกั้นเว็บไซต์ฉ้อโกงกว่า 122,840 URL
  • คดี "เบน สมิธ" (Ben Smith) อายัดทรัพย์สินตัวการใหญ่เครือข่ายหลอกลงทุนข้ามชาติ รวมมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท
  • จับกุม "ซ้อโรส" หัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์ชาวไทยในกัมพูชา ที่มีพฤติกรรมบังคับทารุณคนไทยให้หลอกลวงคนไทยด้วยกัน
  • ปฏิบัติการ "Safe Doi Boy" จับกุมขบวนการหลอกนักเรียนลงทะเบียน "ซิมผี"

แฉกลโกง "นอมินีข้ามชาติ" สวมสิทธิ์คนตาย-คนถือบัตรสวัสดิการฯตั้งบริษัท

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ ผอ.ศปชก.ตร. แถลงผลปฏิบัติการ "ทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจ" ในพื้นที่ท่องเที่ยวภาคใต้ ภูเก็ต, พังงา, กระบี่, เกาะพะงัน โดยพบพฤติการณ์สุดแยบยลที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายและวิชาชีพกฎหมายมาเป็นเครื่องมือ

แฉกลโกงนอมินี 'ใช้ชื่อคนตาย-จ้างคนถือบัตรสวัสดิการ' สวมรอยตั้งบริษัท

สำหรับพฤติการณ์ของคนร้ายและกลโกงสวมสิทธิ์ พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า

1. ในจังหวัดกระบี่ พบการนำลายมือชื่อของผู้ที่ เสียชีวิตไปแล้ว มาใช้ในเอกสารจดทะเบียนบริษัท เพื่ออำพรางสัดส่วนผู้ถือหุ้นให้เป็นชื่อคนไทย

2. บริษัทกฎหมายและบัญชี (ต้นน้ำ) จะนำชื่อพนักงาน คนงาน ญาติพี่น้อง หรือ ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาถือหุ้นแทนคนต่างชาติ บางคนชื่อเดียวถือหุ้นถึง 100 บริษัท ทั้งที่ไม่มีศักยภาพทางการเงินจริง

3. นำชื่อคนไทยไปจดทะเบียนในระบบประกันสังคมเพื่อสร้างหลักฐานเท็จว่าเป็น "ลูกจ้าง" อำนวยความสะดวกในการทำวีซ่าและใบอนุญาตทำงานให้คนต่างชาติสวมรอยเข้ามาบริหาร

4. จดบริษัทออนไลน์ใช้ชื่อไทยถือหุ้น 100% เพื่อเลี่ยงการแสดงหลักฐานเงินฝาก ก่อนโอนหุ้นให้ต่างชาติ 49% ในภายหลังเพื่อควบคุมกิจการเบ็ดเสร็จ

5. ทลาย "รีสอร์ทเปลือยกาย" ในจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีคนต่างชาติบริหารเบ็ดเสร็จผ่านนอมินี กระทบต่อภาพลักษณ์และวัฒนธรรมไทย

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ ผอ.ศปชก.ตร. แถลงผลปฏิบัติการ "ทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจ"

สรุปความสำเร็จ 3 เฟส สามารถยึดคืนที่ดิน: รวม 172 แปลง พื้นที่กว่า 130 ไร่ มูลค่ารวมสิ่งปลูกสร้าง 1,671 ล้านบาท รวบผู้ต้องหาได้ 65 คน (คนไทย 24 คน, ต่างชาติ 41 คน) จากสัญชาติต่างๆ เช่น อังกฤษ, ฝรั่งเศส, รัสเซีย และอิสราเอล

กวาดล้างต่อเนื่องทั่วประเทศ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะขยายผลการปราบปรามไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ ไม่จำกัดเพียงแค่พื้นที่ภาคใต้ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนที่ประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

"เบื้องหลังทุกคดี ไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขความเสียหาย แต่คือชีวิต ครอบครัว และความหวังของประชาชน" ผบ.ตร. กล่าว