
‘คมนาคม’ ปลุกอุตสาหกรรมรางไทย ตั้งเป้า 5 ปี ผลิตในประเทศ 50%
‘คมนาคม’ เดินหน้าเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมระบบรางไทย ปักหมุดโรดแมปปี 2574 ผลิตชิ้นส่วนในประเทศเริ่ม 20% ก่อนทะยานสู่ 50% ภายใน 5 ปี หวังลดนำเข้า-ขยายฐานส่งออก
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตชิ้นส่วนระบบรางในประเทศ (Local Content) ให้ถึง 50% ภายใน 5 ปี เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า
- ภาครัฐจะส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้เริ่มผลิตชิ้นส่วนที่มีศักยภาพ เช่น ตัวถัง โครงสร้างรถไฟ และที่นั่ง ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
- มีการปรับปรุงกฎหมายและออก พ.ร.บ. การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อสร้างมาตรฐานและเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการระบบรางมากขึ้น
- เป้าหมายระยะยาวคือการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมจากการเป็นผู้นำเข้าไปสู่การเป็นผู้ผลิตและส่งออกชิ้นส่วนระบบรางได้เองในอนาคต
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในงานจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ RAIL THAILAND VISION: อนาคตอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีระบบรางไทยสู่มาตรฐานโลก ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมระบบรางของไทยว่า การจัดอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมระบบราง ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอนาคตที่มีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันในปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการและดำเนินกิจการบนระบบรางได้มากขึ้น
นอกจากนี้รวมถึงหน่วยงานด้านระบบรางของไทยยังมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศสู่บุคลากรและผู้ประกอบการไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมภายในประเทศ
เปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมระบบราง
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไปคือการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมระบบรางของไทยจากการเป็นเพียงผู้รับเทคโนโลยีและนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ ไปสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ และยานพาหนะระบบรางได้ด้วยตนเอง โดยการฝึกอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกในการสร้างความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการไทย ให้เห็นภาพรวมและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศในอนาคต
ส่วนแนวโน้มการเติบโตของระบบรางไทยยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก ทั้งโครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟความเร็วสูง และการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเดินรถและให้บริการ ซึ่งจะทำให้เกิดความต้องการชิ้นส่วน อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมระบบราง
“ประเทศไทยควรมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ หรือแม้กระทั่งการประกอบรถไฟภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมไทย และลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ” นายสิริพงศ์กล่าว
5 ปี ดันสัดส่วนการผลิตในประเทศ 50%
ขณะเดียวกันภาครัฐมีแนวทางผลักดันการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบภายในประเทศ หรือ Local Content ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากระดับเริ่มต้นสู่ 30%, 50%, 70% และในระยะยาวมุ่งสู่การใช้ Local Content 100% เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางได้ครบวงจร
อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาของที่ปรึกษาต่างประเทศ พบว่า อุตสาหกรรมระบบรางไทยมีศักยภาพที่จะเริ่มต้นใช้ Local Content ได้ทันทีในสัดส่วนประมาณ 20% โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำแผนและโรดแมปการดำเนินงาน คาดว่าจะเริ่มผลักดันได้ในปี 2574 และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน Local Content จาก 20% เป็น 50% ภายในระยะเวลา 5 ปี
นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า การพัฒนา Local Content ในระยะแรกจะเริ่มจากชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพอยู่แล้ว เช่น การผลิตตัวถัง โครงสร้างรถไฟ ที่นั่ง และอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ ลักษณะเดียวกับอุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสารหรือยานยนต์ ซึ่งสามารถนำองค์ความรู้และกำลังการผลิตเดิมมาประยุกต์ใช้ได้ทันที
หนุนส่งออกผลิตในประเทศ
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะมีการต่อยอดไปสู่การผลิตชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยพิจารณาว่าส่วนประกอบใดสามารถผลิตได้ภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่สำคัญของอุตสาหกรรมระบบรางไทย
อย่างไรก็ตามหากประเทศไทยสามารถยกระดับอุตสาหกรรมระบบรางจนสามารถผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ได้เอง นอกจากจะช่วยลดภาระงบประมาณ ลดการขาดดุลการค้า และลดการนำเข้าแล้ว ยังมีโอกาสต่อยอดสู่การส่งออกได้ในอนาคต เนื่องจากยังมีอีกหลายประเทศที่ใช้มาตรฐานระบบรางใกล้เคียงกับประเทศไทย หรือกำลังพัฒนาระบบรางให้มีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดของผู้ประกอบการไทยสู่ระดับสากล และสร้างรายได้กลับคืนสู่ประเทศในระยะยาว
ดันพรบ.กรมขนส่งทางรางฯ
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กล่าวว่า ปัจจุบันพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว โดยประเทศไทยอยู่ในช่วงการลงทุนและพัฒนาระบบรางครั้งสำคัญ ทั้งการพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และการเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่ง
ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางไทย คือการเพิ่มสัดส่วนการผลิตภายในประเทศ (Local Content) โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น ระบบแคร่รถไฟ (Bogie) ระบบประกอบตัวรถ และอุปกรณ์สำคัญอื่น ๆ ควบคู่กับการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ผลิตระดับโลกสู่บุคลากรไทย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนา ซ่อมบำรุง และบริหารจัดการระบบรางได้ด้วยองค์ความรู้และศักยภาพภายในประเทศมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามในอดีตการกำกับดูแลระบบรางยังอาศัยกฎหมายหลายฉบับที่มีลักษณะแยกส่วน มาตรฐานทางเทคนิคและมาตรฐานความปลอดภัยยังขาดความเป็นเอกภาพ และกลไกการกำกับดูแลยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการลงทุนด้านระบบรางที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงกฎหมายกำกับ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านกติกา หรือ Institutional Infrastructure ของอุตสาหกรรมรางไทย ที่จะช่วยสร้างมาตรฐาน ความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และความสามารถในการแข่งขันให้กับระบบรางของประเทศในระยะยาว” นายพิเชฐ กล่าว
เปิดทางเอกชนเช่าราง
ทั้งนี้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป็นกฎหมายกลางด้านการขนส่งทางรางของประเทศ วางกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน ครอบคลุม และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล ทั้งด้านความปลอดภัย การอนุญาตประกอบกิจการ
เช่นเดียวกับการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน การดำเนินการแบบ Open Access หรือการให้เอกชนใช้ประโยชน์จากการเช่าราง และการกำหนดมาตรฐานการขนส่งทางราง (มขร.) เพื่อให้การพัฒนาระบบรางของประเทศไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสามารถรองรับการเติบโตในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ดีหากตรวจพบว่าผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนหรือมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่กำหนดไว้ กรมการขนส่งทางรางสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอุบัติเหตุหรือความสูญเสียก่อน เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในระดับเดียวกับนานาประเทศ
ขณะเดียวกันพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมระบบรางไทยสู่ห่วงโซ่คุณค่าระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ
นอกจากนี้รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีที่พัฒนาในประเทศ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย วิศวกรไทย และบุคลากรไทยสามารถมีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมระบบรางที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง






