
‘พิพัฒน์’ กางแผนระดมทุน 2 แสนล้านซื้อคืนรถไฟฟ้า ดีเดย์ตั๋วร่วม 17-45 บาท ทันปีใหม่นี้
‘พิพัฒน์’ เปิดโรดแมปแก้หนี้สาธารณะ กางแผนระดมทุน 2 แสนล้านบาท ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชน หวังปั้นโมเดลตั๋วร่วม นำร่องเฟสแรกราคาเดียวทั่วกรุง 17-45 บาท คาดเริ่มทันปีใหม่ 2570
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมวางแผนระดมทุน 2 แสนล้านบาท ผ่านกองทุน TFF เพื่อซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทุกสายจากเอกชน
- เร่งผลักดันนโยบายตั๋วร่วมค่าโดยสาร 17-45 บาท สำหรับรถไฟฟ้า 7 สาย ให้ทันเป็นของขวัญปีใหม่ 2570
- การซื้อคืนสัมปทานมีเป้าหมายเพื่อรวบการบริหารจัดการไว้ที่ รฟม. เพียงหน่วยงานเดียว เพื่อให้สามารถกำหนดค่าโดยสารร่วมในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าของนโยบายตั๋วร่วม โดยยอมรับว่า ปัจจุบันรัฐบาลยังติดข้อจำกัดเรื่องหนี้สาธารณะ ทำให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ยังไม่สามารถนำงบประมาณไปซื้อกิจการคืนจากผู้ประกอบการเอกชนได้ในทันที จึงได้หารือร่วมกับนายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหาแนวทางการระดมทุนในรูปแบบที่ไม่กระทบหนี้สาธารณะ
กางแผนซื้อคืนสัมปทาน 2 แสนล้าน
อย่างไรก็ดีแผนการดำเนินงานจะมุ่งไปที่การใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) เพื่อระดมทุนจำนวนประมาณ 200,000 ล้านบาท ครอบคลุมทุกสายมาใช้ในการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชน
ทั้งนี้ เพื่อรวบรวมสิทธิ์การบริหารจัดการและจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสีในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มาอยู่ภายใต้การดูแลของการดูแลของ รฟม. เป็นหน่วยงานเดียว ซึ่งจะช่วยให้สามารถบริหารจัดการราคาตั๋วร่วมในลักษณะ One Day Ticket หรือระบบแบ่งโซนราคาตามระยะทาง (Zoning) ได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนในต่างประเทศ โดยขั้นตอนการระดมทุนใช้เวลาประมาณปีกว่าถึง 2 ปี หรือหลังปี 2572 เป็นต้นไป
ดีเดย์ตั๋วร่วม 17-45 บาท รับ 7 สาย
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะที่เป้าหมายระยะสั้น เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมเร่งผลักดันค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาท ให้ครอบคลุมทั้ง 7 สายที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์
โดยคาดว่าเงินอุดหนุนที่จะนำมาดำเนินโครงการนี้จะมาจากเงินกองทุนตั๋วร่วมและรายได้สะสมจาก รฟม. โดยประเมินใช้เงินอุดหนุนประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะเริ่มดำเนินการได้ภายในสิ้นปีนี้เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2570 ให้แก่ประชาชน
ความท้าทายในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีเขียว (BTS) ที่ยังไม่ได้ใช้ระบบ EMV ซึ่งทาง รฟม. อาจต้องเป็นผู้ลงทุนปรับเปลี่ยนระบบจากบัตร Rabbit เป็นระบบ EMV หรือ QR Code ให้แทน เนื่องจากเอกชนมองว่าระบบเดิมยังใช้งานได้ดีและไม่มีความประสงค์จะลงทุนเพิ่ม
นอกจากนี้ในระยะต่อไปจะขยายระบบตั๋วร่วมให้ครอบคลุมถึงรถเมล์ ขสมก. ,รถเมล์เอกชนอย่างบริษัทไทยสมายล์บัส จำกัด ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างเปลี่ยนเป็นรถ EV ในช่วงกลางปี 2570 และเรือโดยสารด้วย โดยผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของภาครัฐ
สั่งสอบอุบัติเหตุนั่งร้านอุโมงค์รถไฟถล่ม
สำหรับประเด็นอุบัติเหตุนั่งร้านภายในอุโมงค์รถไฟดอยหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้าง โครงการรถไฟสายใหม่เด่นชัย -เชียงราย- เชียงของ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ถล่มทับร่างคนงานนั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า ขณะนี้ได้กำชับให้เพิ่มความเข้มงวดตามมาตรฐาน ISO อย่างเคร่งครัด
ซึ่งได้เตรียมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุดังกล่าวระหว่างก่อสร้าง เพื่อหาข้อสรุปว่าเป็นเหตุสุดวิสัยหรือความบกพร่อง ยืนยันว่าไม่มีการละเว้นหรือให้สิทธิพิเศษแก่บริษัทผู้รับเหมารายใด แม้จะเป็นบริษัทที่มีความใกล้ชิดกับนักการเมือง หากพบความผิดจะดำเนินการตามกฎระเบียบและพิจารณามาตรการ Blacklist อย่างเท่าเทียมกันทุกราย
ส่งไม้ต่อนายกฯคุมอีอีซี
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการยุติบทบาทการดูแลในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นั้น ภารกิจที่ได้รับมอบหมายในเรื่องการแก้ไขปัญหาข้อกฎหมายและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ค้างคามาหลายปีได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้นแล้ว โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่ยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขสัญญาในลักษณะที่รัฐเสียเปรียบ
ส่วนตำแหน่งประธานบอร์ดอีอีซีให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนดูแลแทน เนื่องจากเป็นการตัดสินใจที่เห็นว่าเพื่อความคล่องตัวในการบริหารงาน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีการเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง มีโอกาสสัมผัสและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนโดยตรง ซึ่งจะสามารถตัดสินใจและให้คำมั่นสัญญาในแต่ละเคสได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลการหารือกลับมายังผู้รับผิดชอบเดิม






