thansettakij
thansettakij
กางกฎหมายยุโรป "รีไซเคิลแบตเตอรี่" โอกาสไทยสร้าง New Economy

กางกฎหมายยุโรป "รีไซเคิลแบตเตอรี่" โอกาสไทยสร้าง New Economy

18 มิ.ย. 69 | 10:38 น.
อัปเดตล่าสุด :18 มิ.ย. 69 | 10:53 น.

TDRI ชี้ไทยควรเร่งวางระบบจัดการแบตเตอรี่หมดอายุ พัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลรับคลื่นขยะ EV ในอนาคต สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทย พร้อมยกโมเดลสหภาพยุโรปเป็นต้นแบบ

KEY

POINTS

  • สหภาพยุโรปมีกฎหมายจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นต้นแบบให้ไทยสามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) จากการรีไซเคิล
  • กฎหมายยุโรปใช้หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) โดยกำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบการเก็บคืนและรีไซเคิลแบตเตอรี่ พร้อมตั้งเป้าหมายการกู้คืนแร่ธาตุสำคัญในสัดส่วนที่สูง
  • มีการบังคับใช้ระบบ "Battery Passport" ซึ่งเป็นฐานข้อมูลดิจิทัลสำหรับติดตามแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทยยังเป็นได้เพียงผู้นำเข้าเทคโนยีเท่านั้น จึงนำมาสู่คำถามสำคัญว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มีความยั่งยืนจริงหรือไม่ 

ดร.ณัฐพร บัวแย้ม นักวิชาการด้านนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เคยให้มุมมองต่อฐานเศรษฐกิจว่า การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงจะต้องเป็น "Sustainable Transition" ต้องมีโรดแมประยะยาวและนโยบายที่มีเสถียรภาพ 

พร้อมทั้งได้ฉายภาพโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ไว้อย่างน่าสนใจว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือการไม่มองของหมดอายุ เช่นแบตเตอรี่ที่หมดอายุเป็นเพียงของเสียที่หมดคุณค่า แต่ควรมองเป็นทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายครั้ง สามารถนำมารีไซเคิล เพื่อนำกลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตแบตเตอรี่ใหม่ เนื่องจากภายในแบตเตอรี่ EV มีแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) ที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นลิเธียมและแร่สำคัญอื่น ๆ

“ขยะแบตเตอรี่” สู่ “ทรัพยากรเศรษฐกิจใหม่”

ดร.ณัฐพรย้ำว่า การมีโรดแมประยะยาวและนโยบายที่มีเสถียรภาพ จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมรีไซเคิลและเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างยั่งยืน หากประเทศไทยสามารถสร้างระบบรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากร และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้ในอนาคต

จากงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เรื่อง "สถานการณ์และแนวทางนโยบายการจัดการแบตเตอรี่หลังสิ้นอายุขัยของประเทศไทย" ระบุว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงาน กำลังทำให้ประเทศไทยเผชิญความท้าทายใหม่ในการจัดการซากแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งาน ซึ่งหากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจในระยะยาว 

กางกฎหมาย EU โอกาสของเศรษฐกิจหมุนเวียน

ในรายงานได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ของสหภาพยุโรป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้ โดยสหภาพยุโรปถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่หลังสิ้นอายุขัยที่เข้มงวดและครบวงจรที่สุดของโลก ผ่านกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ Battery Regulation (EU) 2023/1542, WEEE Directive และ End-of-Life Vehicles (ELV) Directive ซึ่งครอบคลุมการจัดการแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การผลิต การใช้งาน การเก็บคืน การนำกลับมาใช้ซ้ำ ไปจนถึงการรีไซเคิล

ภายใต้ Battery Regulation (EU) 2023/1542 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 สหภาพยุโรปได้ขยายหลักความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ให้ครอบคลุมผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ผลิตอุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบ โดยกำหนดให้ต้องจัดระบบรับคืนแบตเตอรี่จากผู้บริโภคโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งและรีไซเคิลหลังหมดอายุการใช้งาน

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดเป้าหมายการเก็บคืนแบตเตอรี่และมาตรฐานการรีไซเคิลอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้ากู้คืนแร่ธาตุสำคัญจากแบตเตอรี่ เช่น โคบอลต์ นิกเกิล ทองแดง และลิเทียม ในสัดส่วนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภายในปี 2570 จะมีการบังคับใช้ระบบ "Battery Passport" ซึ่งเป็นฐานข้อมูลดิจิทัลสำหรับติดตามข้อมูลตลอดวงจรชีวิตของแบตเตอรี่ ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การใช้งาน การซ่อมบำรุง ไปจนถึงการจัดการเมื่อหมดอายุการใช้งาน

EU วางเป้าหมายคืนชีพแร่สำคัญในแบตเตอรี่

รายงานยังระบุว่า สหภาพยุโรปกำหนดเป้าหมายด้านประสิทธิภาพการรีไซเคิลที่เข้มข้น โดยภายในปี 2573 โรงงานรีไซเคิลต้องสามารถกู้คืนวัสดุจากแบตเตอรี่ลิเทียมได้ไม่น้อยกว่า 70% ของน้ำหนักแบตเตอรี่ และแบตเตอรี่ตะกั่วต้องกู้คืนได้ไม่น้อยกว่า 80% ขณะเดียวกันยังตั้งเป้ากู้คืนลิเทียมจากกระบวนการรีไซเคิลให้ได้ 80% ภายในปี 2574 รวมถึงกำหนดสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลกลับเข้าสู่การผลิตแบตเตอรี่ใหม่ เพื่อสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

ในส่วนของ WEEE Directive หรือกฎหมายว่าด้วยซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบการจัดเก็บ ขนส่ง และรีไซเคิลอุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมแบตเตอรี่ขนาดเล็กจากภาคครัวเรือนเข้าสู่ระบบรีไซเคิล

สหภาพยุโรปกำหนดเป้าหมายด้านประสิทธิภาพการรีไซเคิล

ขณะที่ ELV Directive หรือกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หมดอายุการใช้งาน ครอบคลุมถึงรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด โดยกำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องจัดระบบรับคืนรถหมดอายุโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมส่งเสริมการนำแบตเตอรี่ไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบ "Second Life" เช่น การนำไปใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงาน ก่อนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเต็มรูปแบบ

TDRI ระบุว่า แนวทางของสหภาพยุโรปถือเป็นต้นแบบสำคัญที่ประเทศไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะการจัดทำระบบ EPR ,การพัฒนาระบบติดตามข้อมูลแบตเตอรี่ หรือ Battery Passport ,การส่งเสริมอุตสาหกรรมรีไซเคิลแร่สำคัญ และการสร้างตลาดรองสำหรับแบตเตอรี่ที่ยังสามารถนำกลับมาใช้งานต่อได้ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับปริมาณแบตเตอรี่ใช้แล้วที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืนในอนาคต