thansettakij
thansettakij
ธ.ก.ส.ลุยสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 3% ชงบอร์ด 30 เม.ย.นี้

ธ.ก.ส.ลุยสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 3% ชงบอร์ด 30 เม.ย.นี้

23 เม.ย. 69 | 06:46 น.
อัปเดตล่าสุด :23 เม.ย. 69 | 07:18 น.

ธ.ก.ส.พร้อมลุย “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ชงบอร์ดไฟเขียว 30 เม.ย.นี้ หนุนปรับปรุงการผลิตสู่เกษตรแม่นยำ วงเงิน 3 หมื่นล้าน ดอกเบี้ย 3% ผ่าน 4 เงื่อนไข

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมเดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยปรับปรุงวงเงินมาจากโครงการ "ชุมชนสร้างไทย" ที่ใช้งบประมาณภายใต้มาตรา 28 ตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ เพื่อใช้เป็นสินเชื่อแก่เกษตรกรรายย่อยโดยไม่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะ โดยจะมีการเสนอบอร์ด ธ.ก.ส. อนุมัติในช่วงวันที่ 30 เม.ย.นี้ และจะสามารถเดินหน้าโครงการได้เลยทันที 

สำหรับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งนั้น กรอบวงเงินโรงการปีละ 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้เกษตรกรและยกระดับการทำเกษตรรายย่อยสู่ "เกษตรแม่นยำ" (Precision Farming) และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างยั่งยืน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 3% และรัฐบาลช่วยอุดหนุนอีก 3% จากอัตราปกติที่อิงตามความเสี่ยงประมาณ 6.4% วงเงินให้สินเชื่อสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย 

โดยมีเงื่อนไขสำคัญสำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมไว้ 4 ประการ ประกอบด้วย

 1. เกษตรกรต้องผ่านการอบรม (Upskill/Reskill) หรือได้รับความรู้ตามหลักสูตรที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับ ธ.ก.ส. กำหนด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

 2. การใช้ปุ๋ยสั่งตัด โดยต้องใช้แม่ปุ๋ย หรือ NPK มาผสมตามสภาพดินแต่ละพื้นที่ โดยกรมพัฒนาที่ดินจะวิเคราะห์คุณภาพดินเพื่อให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยที่ตรงความต้องการของดินจริง แทนการใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มผลผลิตและแก้ไขปัญหาปุ๋ยขาดแคลน

 3. การใช้เมล็ดพันธุ์ ต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ธ.ก.ส. เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพดินและปุ๋ยที่ใช้

และ 4. เกษตรกรต้องยินยอมรับเงินจากการขายผลผลิตผ่านระบบโอนเงิน และให้ธนาคารหักชำระหนี้อัตโนมัติ เพื่อแลกกับสิทธิ์ดอกเบี้ยราคาถูก

“ธนาคารจะเริ่มปล่อยสินเชื่อในอัตราปกติ 6% ไปก่อน และจะทำการ Rebate (คืนส่วนต่างดอกเบี้ย) ให้เหลือ 3% เมื่อเกษตรกรดำเนินการครบตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งจะเป็นการคัดกรองเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ว่าสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไข ไม่ใช่การให้กู้เปล่า แต่มุ่งสู่การพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน”

อย่างไรก็ตาม ในมิติการขยายกลุ่มลูกค้าการเกษตรของธ.ก.ส.นั้น ปัจจุบันสินเชื่อในภาคการเกษตรอยู่ในระดับที่เต็มศักยภาพแล้ว เนื่องจากพื้นที่ทำกินมีจำกัด ธนาคารจึงมีนโยบายขยายสัดส่วนสินเชื่อนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนตามกฎกระทรวงกำหนดให้ ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อในภาคการเกษตร 80% และนอกภาคการเกษตรได้ไม่เกิน 20% ซึ่งปัจจุบันมีสินเชื่อนอกภาคการเกษตรอยู่ประมาณ 14% ซึ่งยังมีพื้นที่ให้ปล่อยสินเชื่อได้อีก 6-7% 

ทั้งนี้ ธ.ก.ส.ยังมีแนวคิดที่จะขยายสัดส่วนสินเชื่อนอกภาคการเกษตรกร เพื่อปรับสมดุลพอร์ตให้สอดคล้องกับสถานการณ์เกษตรในปัจจุบัน ซึ่งหากปล่อยสินเชื่อภาคการเกษตรเต็มเพดาน 20% แล้ว ธ.ก.ส.มีแนวคิดที่จะเสนอกระทรวงการคลัง ขยับเพดานสินเชื่อนอกภาคการเกษตรออกไปเป็น 25%ของพอร์ต ซึ่งสินเชื่อนอกภาคการเกษตร คลอมคลุมกลุ่มผู้ใหญ่บ้าน และอสม. ที่ธ.ก.ส.ดำเนินการให้สินเชื่อในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ในแผนการดำเนินงานปีบัญชี 2569/2570 ธ.ก.ส.ตั้งเป้าสินเชื่อเติบโต 30,000 ล้านบาท แบ่งเป็นในภาค 15,000 ล้านบาท และนอกภาค 15,000 ล้านบาท ซึ่งการเน้นเติบโตนอกภาคการเกษตร เช่น กลุ่มบุคคลในครัวเรือนเกษตรกรที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่อง หรือกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ (New Gen) จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับธนาคาร เพื่อนำผลกำไรและสภาพคล่องมาช่วยเหลือเกษตรกรในภาคหลักที่มักได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน

ด้านสถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ยอมรับว่ายังมีความเปราะบาง โดยตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 6.88% สูงกว่าเป้าหมายที่ 5.23% เนื่องจากผลกระทบจากสงคราม ต้นทุนน้ำมัน และปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้น แต่ ธ.ก.ส.ยืนยันความมั่นคงด้วยการตั้งสำรองสูงถึง 400% เพื่อรองรับความเสี่ยงในทุกมิติ

ขณะที่แนวคิดการบริหารหนี้เสียนั้น ธ.ก.ส.ย้ำว่าธนาคารจะไม่ใช้วิธีการขายหนี้ ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพราะจะส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกินของเกษตรกร แต่จะใช้มาตรการปรับโครงสร้างหนี้และขยายเวลาชำระหนี้เพื่อประคับประคองลูกค้ารายย่อยให้เดินต่อได้  พร้อมทั้งเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) และลดต้นทุนการดำเนินงาน (Cost to Income) เพื่อรักษาระดับกำไรให้เพียงพอต่อการดำเนินภารกิจเพื่อเกษตรกรต่อไป