
เปิดเกณฑ์ใหม่ กองทุนหมู่บ้าน 'โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง'
คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) มีมติเห็นชอบอัดงบกว่า 4,452 ล้านบาท เปิดตัวโครงการ "ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง" หวังให้เม็ดเงินลงถึงมือประชาชนโดยตรงและเร็วที่สุด
KEY
POINTS
- รัฐบาลอนุมัติโครงการ "ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง" ผ่านกองทุนหมู่บ้าน ด้วยงบประมาณกว่า 4,452 ล้านบาท เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเสริมสภาพคล่องให้ประชาชน
- หลักการสำคัญคือรัฐบาลจะจัดสรรเงินเพิ่มทุนให้กองทุนหมู่บ้าน เพื่อนำไปลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่สมาชิกอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของอัตราปกติ
- การจัดสรรเงินทุนจะเป็นไปตามเกณฑ์ขั้นบันได โดยคำนวณจากยอดรวมดอกเบี้ยที่กองทุนปรับลดให้สมาชิก ซึ่งจะได้รับเงินสมทบตั้งแต่ 30,000 ถึง 150,000 บาท
- กองทุนหมู่บ้านที่จะเข้าร่วมต้องเป็นนิติบุคคล มีการดำเนินงานโปร่งใส และได้รับมติเห็นชอบจากสมาชิก โดยจะเริ่มเปิดให้ยื่นคำขอได้ภายในเดือนมิถุนายน 2569
นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) มีมติเห็นชอบดำเนินโครงการ "ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง" ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณกว่า 4,452,000,000 บาท มุ่งเน้นการลดภาระค่าใช้จ่ายและเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้กับประชาชนในระดับฐานรากทั่วประเทศโดยตรง
นางสุขสมรวย เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ ให้ขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือประชาชนผ่านกลไกกองทุนหมู่บ้าน โดยการดำเนินโครงการ "ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง" โดยมีหลักการสำคัญคือ รัฐบาลจะจัดสรรเงินเพิ่มทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้าน เพื่อให้กองทุนหมู่บ้านนำไปปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ บัญชี 1 ให้แก่สมาชิกอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ของอัตราที่จัดเก็บปกติ ซึ่งเป็นการลดภาระดอกเบี้ยให้ถึงมือของพี่น้องประชาชนโดยตรง โดยจะเริ่มให้แต่ละกองทุนส่งคำขอเข้าร่วมโครงการได้ ภายในเดือนมิถุนายน 2569 นี้
หลักการจัดสรรเงินทุน (ตามยอดดอกเบี้ยที่ปรับลด)
รัฐบาลจะพิจารณาจัดสรรเงินสมทบให้แก่กองทุนหมู่บ้าน โดยคำนวณจาก "ยอดเงินดอกเบี้ยรวมที่กองทุนปรับลดให้แก่สมาชิกในรอบสัญญา" ของปีบัญชีปัจจุบัน ตามเกณฑ์ขั้นบันได ดังนี้
ช่วงที่ 1: ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านปรับลดให้ ไม่เกิน 30,000 บาท จะได้รับวงเงินจัดสรรให้กองทุนหมู่บ้าน 30,000 บาท
ช่วงที่ 2: ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านปรับลดให้ มากกว่า 30,000 แต่ไม่เกิน 50,000 บาท จะได้รับวงเงินจัดสรรให้กองทุนหมู่บ้าน 50,000 บาท
ช่วงที่ 3: ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านปรับลดให้ มากกว่า 50,000 แต่ไม่เกิน 70,000 บาท จะได้รับวงเงินจัดสรรให้กองทุนหมู่บ้าน 70,000 บาท
ช่วงที่ 4: ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านปรับลดให้ มากกว่า 70,000 แต่ไม่เกิน 90,000 บาท จะได้รับวงเงินจัดสรรให้กองทุนหมู่บ้าน 90,000 บาท
ช่วงที่ 5: ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านปรับลดให้ มากกว่า 90,000 แต่ไม่เกิน 120,000 บาท จะได้รับวงเงินจัดสรรให้กองทุนหมู่บ้าน 120,000 บาท
ช่วงที่ 6: ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านปรับลดให้ มากกว่า 120,000 บาทขึ้นไป จะได้รับวงเงินจัดสรรให้กองทุนหมู่บ้าน 150,000 บาท
คุณสมบัติและหลักเกณฑ์
สำหรับคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ของกองทุนหมู่บ้านที่จะเข้าร่วมโครงการ มีดังนี้
- สถานะนิติบุคคล : ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้อง
- การบริหารงาน : มีคณะกรรมการจัดการกองทุนตามระเบียบฯ
- ความโปร่งใส : มีผลการดำเนินงานและจัดส่งรายงานงบการเงินให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) อย่างน้อย 2 ปี (ตั้งแต่ปีบัญชี 2566 จนถึงปัจจุบัน)
- ฉันทามติจากชุมชน : สมาชิกกองทุนต้องมีมติเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม เพื่อขอรับสนับสนุนทุนและยินยอมปรับลดอัตราดอกเบี้ย
สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานโครงการ "ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง" มี 4 ขั้นตอน คือ
- ยื่นคำขอ : กองทุนหมู่บ้านยื่นแบบคำขอพร้อมเอกสาร ณ ศูนย์ประสานงานกองทุนฯ ประจำจังหวัด หรือ สทบ.สาขาเขต (คลิก)
- ตรวจสอบ : สทบ.สาขาเขต ตรวจสอบคุณสมบัติและความถูกต้อง ก่อนเสนอเรื่องให้ผู้อำนวยการ สทบ.สาขาเขต เพื่อประมวลผลส่งให้ สทบ.ส่วนกลางพิจารณาอนุมัติ
- โอนเงิน : สทบ.ส่วนกลาง โอนเงินจัดสรรเข้าบัญชี 1 ของกองทุนโดยตรง
- ทำสัญญา : กองทุนหมู่บ้านที่ได้รับเงินจัดสรร เร่งจัดทำหรือปรับปรุงสัญญาดอกเบี้ยกับสมาชิกให้เสร็จสิ้นภายในปีบัญชี
“นโยบาย 5 ความสุข”
ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ มอบนโยบายแก่ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ทั้งส่วนกลางและ 14 สาขาเขตทั่วประเทศ ภายใต้ “นโยบาย 5 ความสุข” เพื่อยกระดับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน
นางสุขสมรวย กล่าวว่า ปัจจุบันมีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองกว่า 79,610 กองทุน ครอบคลุมประชาชนมากกว่า 12 ล้านคนทั่วประเทศ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สำหรับ “นโยบาย 5 ความสุข” ประกอบด้วย
1. สมาชิกกองทุนมีความสุข
- เร่งแก้ปัญหาหนี้สินผ่าน “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” โดยเพิ่มทุนให้กองทุนที่ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้แก่สมาชิกลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 คาดเปิดรับเข้าร่วมโครงการภายในเดือนมิถุนายนนี้
2. กองทุนหมู่บ้านมีความสุข
- เพิ่มทุนและสภาพคล่อง พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือกับสถาบันการเงินของรัฐ
3. หมู่บ้านและชุมชนมีความสุข
- ส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนควบคู่สวัสดิการสาธารณะ
4. รัฐบาลร่วมมือมอบความสุข
- บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึง
5. สทบ. มีความสุข
- พัฒนาองค์กร ระบบดิจิทัล กฎระเบียบ และศักยภาพบุคลากรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำให้บุคลากร สทบ. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและศักดิ์ศรีขององค์กร โดยเชื่อมั่นว่า หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศจะมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เป็นที่พึ่งของประชาชน และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน







