
สศช. ประกาศ GDP ไทย Q1 ปี 69 โต 2.8% คงทั้งปี 2% เตือนรับมือวิกฤตค่าครองชีพ
สศช. ประกาศปรับตัวเลข GDP ไทย ไตรมาสแรกปี 2569 โต 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% จากไตรมาสก่อน หลังการลงทุนเป็นพระเอก ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังคงไว้ตามเดิมขยายตัว 2% เตือนรับมือวิกฤตค่าครองชีพ
18 พฤษภาคม 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% จากไตรมาส 4/2568 ซึ่งขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้
ทั้งนี้เป็นผลจากเครื่องชี้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการลงทุนรวมยังคงขยายตัวสูง 9.9% เร่งขึ้นจาก 8.1% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558 โดยการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 10.1% เร่งขึ้นจาก 6.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการลงทุนภาครัฐ ขยายตัว 9.4% ชะลอลงจาก 13.3% ในไตรมาสก่อน
ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.8% เร่งขึ้นจาก 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่การส่งออก โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก สินค้าเกษตรลดลงเนื่องจากการแข่งขันทางด้านราคาของประเทศผู้ส่งออกในตลาดโลก
ขณะที่ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรลดลง ส่วนดัชนีราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น 2.3% ต่อเนื่องจาก 1% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการส่งออกสินค้าไปตลาดส่งออกหลักส่วนใหญ่ขยายตัวต่อเนื่อง ได้แก่ ตลาดสหรัฐฯ จีน อาเซียน และสหภาพยุโรป ขณะที่การส่งออกสินค้าไปยังตลาด CLMV ตะวันออกกลาง และเกาหลีใต้ ปรับตัวลดลง การนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 95,399 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 33.1% เร่งขึ้นจาก 17.5% ในไตรมาสก่อน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส
ทั้งนี้ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 25.7% และ ราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส ที่ 6.9 พันล้านบาท เทียบกับการเกินดุล 4.4 หมื่นล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า
เตือนรับมือวิกฤตค่าครองชีพ
นายดนุชา กล่าวว่า ในด้านสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่านมา ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 46% แต่หลังจากเกิดสถานการณ์ก็ได้นำเข้าจากแหล่งอื่นทั้งสหรัฐ และแอฟริกา ทำให้ระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาก็ยังอยู่ในระดับสูง
แม้ว่าในช่วงถัดไป สศช. จะประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งน่าจะสิ้นสุดกลางปีนี้ แต่ราคาพลังงานน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทั้งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ กระทบสาขาเศรษฐกิจ ทั้งประมง ขนส่ง อุตสาหกรรมเคมี ซึ่งจากนี้จะกระทบกับเงินเฟ้อและค่าครองชีพประชาชนในระยะต่อไป ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งดูแลค่าครองชีพในช่วงต่อไป เพราะถ้าเหตุการณ์ยังไม่ยุติอาจจะเกิดวิกฤตค่าครองชีพในช่วงต่อไปด้วย
เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ล่าสุด
สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% สูงกว่า 0.70% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 0.89% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ -0.5%
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.2 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (101.6 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 280.5 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.38% ของ GDP
ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569
อย่างไรก็ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 สศช. คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 - 2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย
1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน
2. การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ
3. การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 2.4% และ 3.7% ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ จะขยายตัว 9.6% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง 2.0 – 3.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1% ของ GDP
ข้อเสนอการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569
อย่างไรก็ตามในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
1. การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความมั่นคงทาง พลังงานเพื่อรองรับในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีความยืดเยื้อ การดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพื่อดูแล ผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบ ในภาคการผลิตอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของพลังงานและการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
2. การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริม การลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวก และการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน และ การสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศ ให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ
3. การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยการเตรียมความพร้อมต่อกระบวนการ ไต่สวนตามมาตรา 301 และรองรับความเสี่ยงของการใช้มาตรา 201 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974
รวมทั้งการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ ในปี 2569 - 2570 ทั้ง มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และข้อกฎหมายด้านการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนในการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรป
การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และ การช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัวต่อมาตรการทางการค้าให้มีความทันสมัยโดยเฉพาะมาตรการ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและการให้ความสำคัญกับการบริหาร จัดการการขนส่งสินค้าเพื่อให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงตลาดสำคัญ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาด ตะวันออกกลาง และตลาดระยะไกลที่มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มขึ้น
4. การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบลงทุนที่ควรเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายไม่น้อย กว่า 70% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้สามารถบังคับใช้ได้ตามกำหนด
พร้อมทั้งการเร่งรัดให้หน่วยงานต่าง ๆ เตรียมความพร้อมการดำเนินการ โครงการลงทุนที่มีความสำคัญให้สามารถเริ่มดำเนินการและเบิกจ่ายได้ตั้งแต่ช่วงต้นปีงบประมาณ โดยควรให้ งบลงทุนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2570 มีการเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 30% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด
รวมทั้งการบริหารจัดการงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของ ประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายและดำเนินการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ
เช่นเดียวกับการรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต ทั้งจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศ ผ่านการกำหนดแนวทางในการลดการขาดดุลทางการคลังและการลดสัดส่วนหนี้สาธารณะ อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังและอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะต่อไป
5. การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยการเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยการนำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรีย จากตะวันออกกลาง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยสั่งตัดหรือปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
รวมถึงการบรรเทาผลกระทบทางด้านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของการใช้เครื่องจักรกล เพื่อการเกษตรและการขนส่งสินค้าเกษตร และ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรองน้ำให้มีเพียงพอต่อการเพาะปลูก และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงของภาวะฝนทิ้งช่วง/ภัยแล้ง อันเนื่องมาจากผลกระทบของปรากฏการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวนาปีในปีการเพาะปลูก 2569/2570
6.การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญกับการลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้า
รวมทั้งการเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป และการสร้างความตระหนักรู้ทางการเงินประเมินความ โดยเฉพาะทัศนคติในการวางแผนการใช้จ่ายเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยง เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน







