
AI เปลี่ยนเกมปราบโกงรัฐ สกัดงบรัฐรั่วตั้งแต่ต้นทาง อุดงบจัดจ้างรั่วล้านล้านบาท
เทคกูรูแนะรัฐเร่งใช้ AI ปราบคอร์รัปชันในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เปลี่ยนจากตรวจย้อนหลังสู่เฝ้าระวังล่วงหน้า อุดช่องโหว่งบประมาณหลักล้านล้านบาท เพิ่มความโปร่งใส ลดฮั้วประมูล และยกระดับความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย
KEY
POINTS
- การนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเปลี่ยนแนวทางการปราบโกงภาครัฐ จากการตรวจสอบย้อนหลังเป็นการเฝ้าระวังเชิงรุก เพื่อสกัดกั้นการทุจริตในระบบจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ต้นทาง
- AI ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อตรวจจับสัญญาณความผิดปกติ เช่น การฮั้วประมูล การล็อกสเปก หรือความเชื่อมโยงที่ซับซ้อน เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงก่อนเกิดความเสียหายต่องบประมาณ
- ความสำเร็จของการใช้ AI ขึ้นอยู่กับการพัฒนาคุณภาพข้อมูลภาครัฐให้พร้อมใช้งาน โดยไทยมีต้นแบบอย่างแพลตฟอร์ม ACT Ai และฐานข้อมูล e-GP เป็นพื้นฐานในการต่อยอด
ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของประเทศไทย ทั้งในมิติการพัฒนาเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพการบริหารภาครัฐ และความสามารถ ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างต้นทุนแฝงให้กับภาคธุรกิจ แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประสิทธิผลของการใช้งบประมาณภาครัฐ
ล่าสุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยคณะทำงาน Zero Corruption เปิดเผยผลสำรวจที่สะท้อนความกังวลของภาคธุรกิจไทยอย่างชัดเจน โดยพบว่าผู้ประกอบการถึง 89% มองว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุน และหลายรายยังเคยเผชิญกับการเรียกรับผลประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินใต้โต๊ะ การจ่ายค่าดำเนินการพิเศษ หรือการหักเงินทอนจากโครงการภาครัฐในสัดส่วนเฉลี่ยราว 11-15% ของมูลค่างาน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านธรรมาภิบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยที่ลดทอนศักยภาพการแข่งขันของประเทศและสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
AI ทางเลือกใหม่ในการปิดช่องโหว่คอร์รัปชัน
ท่ามกลางความพยายามในการแก้ไขปัญหาการทุจริต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังได้รับความสนใจในฐานะเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับการตรวจสอบภาครัฐ โดยเฉพาะในระบบจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกการใช้จ่ายงบประมาณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ
ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอแอพพ์ เทคโนโลยี จำกัด และนายกสมาคมกิตติมศักดิ์ผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) กล่าวว่า แนวโน้มการใช้ AI เพื่อต่อต้านคอร์รัปชันในหลายประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบ “ตรวจสอบย้อนหลัง” ไปสู่ “การเฝ้าระวังเชิงรุก” โดยใช้ข้อมูลดิจิทัลและแบบจำลองวิเคราะห์ความเสี่ยงในการค้นหาความผิดปกติก่อนที่เงินงบประมาณจะถูกเบิกจ่ายออกจากคลัง
ในอดีต การตรวจสอบการทุจริตมักเริ่มต้นหลังจากมีผู้ร้องเรียนหรือมีการตรวจพบความผิดปกติ ซึ่งต้องใช้เวลานานในการรวบรวมเอกสารและหาหลักฐาน ส่งผลให้เมื่อกระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้น ความเสียหายทางงบประมาณมักเกิดขึ้นแล้ว แต่ในปัจจุบัน ข้อมูลภาครัฐจำนวนมากได้ถูกจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล โดยเฉพาะข้อมูลในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-GP ทำให้ AI สามารถเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3 คลื่นเทคโนโลยี พลิกโฉมการตรวจสอบภาครัฐ
ดร.กอบกฤตย์อธิบายว่า เทคโนโลยีที่ใช้ต่อต้านคอร์รัปชันทั่วโลกมีพัฒนาการสำคัญ 3 ระยะ
ระยะแรก คือ Open Data หรือการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและร่วมตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐได้อย่างโปร่งใส ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างธรรมาภิบาล
ระยะที่สอง คือการใช้ระบบกฎและเงื่อนไข (Rule-Based Detection) เพื่อตรวจจับสัญญาณความผิดปกติที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น การเสนอราคาประมูลที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันมากเกินไป การมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียวซ้ำหลายครั้ง หรือโครงการที่มีรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างแตกต่างจากพฤติกรรมปกติ
ส่วนระยะที่สาม คือการใช้ Machine Learning และ AI วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงลึกจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อค้นหารูปแบบความเชื่อมโยงที่มนุษย์อาจมองไม่เห็น เช่น กลุ่มบริษัทที่ใช้กรรมการชุดเดียวกัน การใช้ที่อยู่เดียวกัน หรือเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับเหมาและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโครงการภาครัฐ
จับสัญญาณฮั้วประมูล-ล็อกสเปก ก่อนเกิดความเสียหาย
ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐถือเป็นพื้นที่ที่ AI สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นจุดที่มีการใช้จ่ายงบประมาณระดับล้านล้านบาทต่อปี และเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตในหลายรูปแบบ
AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อค้นหาสัญญาณเตือนความเสี่ยงได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการฮั้วประมูล การเสนอราคาที่เกาะกลุ่มใกล้เคียงราคากลางอย่างผิดปกติ โครงการที่มีผู้เสนอราคารายเดียวซํ้า ๆ การเร่งจัดซื้อจัดจ้างในช่วงปลายปีงบประมาณเพื่อเร่งเบิกจ่าย หรือการเขียนเงื่อนไข TOR ที่เอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการบางรายจนเหลือผู้ชนะเพียงรายเดียว
นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้รับเหมากับเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงติดตามประวัติการทำงานของผู้รับเหมาที่เคยถูกขึ้นบัญชีทิ้งงาน แต่ยังได้รับโครงการใหม่ในหน่วยงานอื่น
อย่างไรก็ตาม ย้ำว่า AI ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือตัดสินความผิด แต่ควรทำหน้าที่เป็นระบบคัดกรองและแจ้งเตือนความเสี่ยง เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเชิงลึกต่อไป โดยยังต้องยึดหลัก Human in the Loop หรือให้มนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพื่อป้องกันความผิดพลาดและรักษาความเป็นธรรมในกระบวนการตรวจสอบ
จุดเริ่มต้นสำคัญคือ “ข้อมูล” ไม่ใช่ “เทคโนโลยี”
แม้ AI จะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการเป็นอันดับแรกกลับไม่ใช่การลงทุนซื้อเทคโนโลยีราคาแพง หากแต่เป็นการพัฒนาคุณภาพข้อมูลให้พร้อมใช้งาน
หากข้อมูลยังอยู่ในรูปแบบไฟล์ PDF ภาพสแกน หรือกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน AI จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น ข้อมูลภาครัฐจำเป็นต้องถูกจัดเก็บในรูปแบบ Machine Readable และสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างเป็นระบบ
ดร.กอบกฤตย์ เสนอว่า ภาครัฐสามารถเริ่มต้นได้ทันทีด้วยการพัฒนาแดชบอร์ดวิเคราะห์ความเสี่ยงบนฐานข้อมูล e-GP ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งใช้งบประมาณไม่สูง แต่สามารถช่วยสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพิ่มความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนติดตามโครงการในพื้นที่ของตนเองได้ง่ายขึ้น
ต่างประเทศใช้จริง ไทยมีต้นแบบพร้อมต่อยอด
หลายประเทศทั่วโลกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การนำข้อมูลดิจิทัลและ AI มาใช้สามารถลดโอกาสการทุจริตและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐได้จริง ไม่ว่าจะเป็นระบบ KONEPS ของเกาหลีใต้ ระบบ ProZorro ของยูเครน หรือโครงการ Rosie ของบราซิลที่ใช้ AI ตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณของสมาชิกสภา
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม ACT Ai ด้านจัดซื้อจัดจ้างโดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลโครงการภาครัฐและตรวจสอบธงความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง
ดร.กอบกฤตย์มองว่า ประเทศไทยมีทั้งข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และต้นแบบการใช้งานจริงอยู่แล้ว สิ่งที่เหลือคือการผลักดันให้การใช้ข้อมูลและ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปลี่ยนการต่อต้านคอร์รัปชันจากการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง และสร้างระบบการใช้จ่ายงบประมาณที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว







