thansettakij
thansettakij
ชาวนาชง 3 วาระด่วน 'นบข.' เร่งเคลียร์ค้างจ่ายไร่ละพัน ขอช่วยเพิ่มไร่ละ 2,000

ชาวนาชง 3 วาระด่วน 'นบข.' เร่งเคลียร์ค้างจ่ายไร่ละพัน ขอช่วยเพิ่มไร่ละ 2,000

10 มิ.ย. 69 | 04:59 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มิ.ย. 69 | 05:01 น.

สมาคมชาวนาฯ เตรียมเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วนที่ประชุม นบข. ทั้งเคลียร์เงินค้างจ่ายไร่ละ 1,000 บาท ดันช่วยเหลือไร่ละ 2,000 บาท และออกคูปองลดราคาปุ๋ย หลังต้นทุนพุ่ง ระบุราคาข้าวแม้ฟื้นตัวแต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในมือชาวนา

KEY

POINTS

  • สมาคมชาวนาฯ เตรียมเสนอ นบข. ให้เร่งรัดการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาทที่ยังค้างจ่ายแก่เกษตรกรกว่า 230,000 ครัวเรือน
  • เสนอให้รัฐบาลเพิ่มเงินช่วยเหลือชาวนาเป็นไร่ละ 2,000 บาท (ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
  • เรียกร้องให้มีโครงการคูปองส่วนลดค่าปุ๋ยครัวเรือนละ 4,000 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าปุ๋ยที่ราคาพุ่งสูง

ท่ามกลางสัญญาณบวกของราคาข้าวเปลือกที่ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 7,000-8,000 บาทต่อตัน สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยยังคงกังวลต่อรายได้และต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดยเตรียมนำข้อเสนอสำคัญ 3 ประเด็นเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติ (นบข.) เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนและวางรากฐานความยั่งยืนให้ภาคการผลิตข้าวไทย

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้ช่วงนี้ราคาข้าวเปลือกจะปรับตัวดีขึ้น แต่สิ่งที่ชาวนาต้องการคือการรักษาระดับราคาให้มีเสถียรภาพในระยะยาว ไม่ใช่ปรับขึ้นเพียงชั่วคราวก่อนจะกลับมาทรุดตัวลงในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาด

“ผมอยากให้ราคาข้าวดีแบบยั่งยืน โดยข้าวเปลือกเจ้าไม่ควรต่ำกว่า 8,000 บาทต่อตัน ไม่อยากเห็นสถานการณ์ที่ราคาดีช่วงสั้น ๆ แล้วพอถึงฤดูเก็บเกี่ยวกลับเหลือแค่ 4,000-5,000 บาทต่อตันอีก รัฐบาลควรวางระบบระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาเป็นปีต่อปี” นายปราโมทย์ กล่าว

ชาวนาชง 3 วาระด่วน 'นบข.' เร่งเคลียร์ค้างจ่ายไร่ละพัน ขอช่วยเพิ่มไร่ละ 2,000

เร่งเคลียร์เงินค้างจ่ายไร่ละพัน 1,792 ล้าน ถึงมือชาวนา

สำหรับการประชุม นบข.ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยเตรียมเสนอ 3 เรื่องสำคัญ โดยข้อเสนอแรกคือการเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาทในโครงการเดิม ที่ยังมีเกษตรกรตกค้างกว่า 230,000 ครัวเรือน วงเงินรวมประมาณ 1,792 ล้านบาท ทั้งนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้รับเงินอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งประสบปัญหาการขึ้นทะเบียนเกษตรกรล่าช้า ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ์ช่วยเหลือได้ตามกำหนด

ชาวนาชง 3 วาระด่วน 'นบข.' เร่งเคลียร์ค้างจ่ายไร่ละพัน ขอช่วยเพิ่มไร่ละ 2,000

ชงอุ้มเพิ่มไร่ละ 2,000 บาท รับมือราคาข้าวผันผวน-ต้นทุนพุ่ง

ข้อเสนอที่สอง คือการขอให้รัฐบาลสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 2,000 บาท โดยกำหนดเพดานไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าน้ำมัน ปุ๋ย และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เนื่องจาก แม้ปัจจุบันราคาข้าวเปลือกเฉลี่ยอยู่ที่ 7,000-8,000 บาทต่อ และเมื่อเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปี มีโอกาสที่ราคาจะปรับลดลงเหลือเพียง 4,500-5,000 บาทต่อตัน หากไม่มีมาตรการรองรับด้านตลาดและการบริหารจัดการผลผลิต

ชาวนาชง 3 วาระด่วน 'นบข.' เร่งเคลียร์ค้างจ่ายไร่ละพัน ขอช่วยเพิ่มไร่ละ 2,000

“ต้นทุนผลิตข้าวตอนนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 6,500-7,000 บาทต่อไร่ หากราคาข้าวอยู่ที่ 8,000 บาทก็ยังพอมีกำไรเล็กน้อยและพออยู่ได้ แต่ถ้าราคากลับลงมาเหลือ 4,000-5,000 บาท ชาวนาจะลำบากมาก” นายปราโมทย์ กล่าว

ข้อเสนอที่สาม คือโครงการคูปองลดราคาปุ๋ย โดยเสนอให้รัฐบาลจัดสรรคูปองครัวเรือนละ 20 ใบ ใบละ 200 บาท รวมวงเงิน 4,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการซื้อปุ๋ย เนื่องจากปัจจุบันปุ๋ยยูเรียมีราคาสูงถึงกระสอบละ 1,500-1,600 บาท ส่งผลให้ต้นทุนการเพาะปลูกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่รายได้ของเกษตรกรยังมีความผันผวนตามภาวะตลาด

ชาวนาชง 3 วาระด่วน 'นบข.' เร่งเคลียร์ค้างจ่ายไร่ละพัน ขอช่วยเพิ่มไร่ละ 2,000

นายปราโมทย์ยอมรับว่า แม้ราคาข้าวเปลือกจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงนี้ แต่ชาวนาส่วนใหญ่ไม่ได้รับอานิสงส์จากราคาที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากได้ขายผลผลิตรอบนาปรังออกไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยระบุว่า ต่อให้ราคาข้าวขึ้นไป 8,000 หรือ 10,000 บาทต่อตัน ชาวนาก็ไม่ได้ดีใจมาก เพราะเวลานี้ข้าวส่วนใหญ่อยู่ในมือผู้ประกอบการและโรงสี เหลืออยู่ในมือชาวนาไม่ถึง 10% เท่านั้น คนที่ซื้อข้าวไว้ในช่วงราคาต่ำจึงเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการปรับขึ้นของราคาในรอบนี้

ดันพันธุ์ข้าวใหม่-ลงทุนน้ำ สร้างความยั่งยืนระยะยาว

ในด้านการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทย นายปราโมทย์ซึ่งดำรงตำแหน่งในคณะอนุกรรมการ 3 ชุดภายใต้คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ(นบข.)ชุดใหม่ในรัฐบาล”อนุทิน 2” ทั้งอนุกรรมการฯนบข.ด้านการผลิต อนุกรรมการฯด้านการตลาด และอนุกรรมการฯด้านยุทธศาสตร์ข้าวไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีความคืบหน้าการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ได้แก่ กข113 และ กข119

ทั้งสองสายพันธุ์เป็นข้าวพื้นนุ่มที่ให้ผลผลิตสูงกว่า 1 ตันต่อไร่ อายุเก็บเกี่ยวสั้น และมีความต้านทานโรคมากขึ้น เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันกับข้าวพื้นนุ่มของประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันส่งออกข้าวพื้นนุ่มได้ถึง 4-5 ล้านตันต่อปี

ส่วนสถานการณ์น้ำในฤดูเพาะปลูกปีนี้ มองว่า ความเสี่ยงสำคัญอาจไม่ใช่ภัยแล้งรุนแรง แต่เป็นปัญหาความร้อนจากอิทธิพลของเอลนีโญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าวซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นมาตรการรองรับด้านน้ำหรือการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรที่ชัดเจนจากภาครัฐ ขณะที่เกษตรกรจำนวนมากเริ่มเพาะปลูกไปแล้ว

“รัฐบาลควรเร่งลงทุนเรื่องแหล่งน้ำ ระบบชลประทาน และโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนพลังงานให้เกษตรกร เพราะเรื่องเหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนมากกว่าการอุดหนุนเป็นครั้งคราว”

นายปราโมทย์ยังแสดงความไม่เห็นด้วยต่อแนวคิดการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 ล้านตัน เพราะจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาข้าวในประเทศ โดยมองว่าผู้ได้รับประโยชน์หลักในการนำเข้าข้าวโพดครั้งนี้คือภาคธุรกิจรายใหญ่ ไม่ใช่เกษตรกร พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการยกระดับรายได้และลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทยมากกว่าการเปิดทางนำเข้าสินค้าเกษตรเพิ่มเติมในช่วงที่เกษตรกรยังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากต้นทุนที่สูงขึ้นและความผันผวนของราคาผลผลิต