
เจาะลึกอานิสงส์ "ฟุตบอลโลก 2026" ปลุกเศรษฐกิจไทย 6.8 หมื่นล้าน
ม.หอการค้าไทย คาดฟุตบอลโลก 2026 ดันเม็ดเงินหมุนเวียน 68,635 ล้านบาท คนไทยแห่จับจ่ายอาหาร-เครื่องดื่ม ขณะไทยช่วยไทยพลัส ช่วยพยุงกำลังซื้อ แม้เศรษฐกิจยังเปราะบางและหนี้ครัวเรือนสูง
KEY
POINTS
- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดการณ์ว่าฟุตบอลโลก 2026 จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้มีเงินสะพัดในประเทศกว่า 68,635 ล้านบาท
- เม็ดเงินดังกล่าวแบ่งเป็นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 21,000 ล้านบาท จากค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าต่างๆ และอีก 47,000 ล้านบาทเป็นเงินนอกระบบและการพนัน
- การใช้จ่ายหลักของผู้บริโภคคือค่าอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมีมูลค่าเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 3,800 บาทต่อคนตลอดการแข่งขัน
- แม้ตัวเลขเงินพนันจะสูง แต่วงเงินพนันฟุตบอลครั้งนี้กลับลดลงต่ำสุดในรอบ 12 ปี เนื่องจากประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายจากภาวะเศรษฐกิจ
ฟุตบอลโลก 2026 กำลังสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดเม็ดเงินสะพัดทะลุ 68,635 ล้านบาท จากการจับจ่ายสินค้า อาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมเชียร์บอล ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นแรงหนุนสำคัญช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนท่ามกลางภาวะค่าครองชีพสูง
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก 2026 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2569 พบว่า มหกรรมลูกหนังระดับโลกที่กำลังจะเปิดฉากวันที่ 11 มิถุนายนนี้สร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าเงินสะพัดรวมจะอยู่ที่ประมาณ 68,635 ล้านบาท
เม็ดเงิน 6.8 หมื่นล้าน การบริโภคขยายตัว-พนันลดลง
ทั้งนี้ ได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจออกเป็น 2 กรณีคือกรณีที่มีการถ่ายทอดสดและไม่มีการถ่ายทอดสด โดยในกรณีที่มีการถ่ายทอดสด โดจะมีการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 21,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงฟุตบอลยูโร โดยเม็ดเงินหลักมาจากค่าอาหารและเครื่องดื่ม มีการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 3,800 บาทต่อคน การซื้อไปรษณียบัตรชิงโชคคาดว่าจะมีมูลค่าเฉลี่ย 500 บาทต่อคน
ขณะที่ สินค้าอุปโภคบริโภคการสังสรรค์ในหมู่เพื่อน ซึ่งเป็นกลุ่มที่คนตั้งใจจะดูด้วยมากที่สุดถึง 50.5% จะกระตุ้นยอดขายสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตและการสั่ง Delivery
ขณะที่เม็ดเงินนอกระบบและการพนัน 47,000 ล้านบาท แม้ตัวเลขจะดูสูงแต่เป็นที่น่าสังเกตว่าวงเงินการพนันฟุตบอลลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี โดยปัจจัยหลักมาจากความกังวลเรื่องสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้คนระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น รูปแบบการเล่นส่วนใหญ่เน้นการเล่นระหว่างเพื่อนฝูงเพื่อความสนุกสนาน 47.7% มากกว่าการเล่นผ่านเจ้ามือ
ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า ประชาชนชาวไทยให้ความสนใจในการแข่งขันครั้งนี้ในระดับมากถึง 41.7% และระดับปานกลาง 31.2% โดยทีมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในใจคนไทยคือ สเปน 15.8% ตามมาด้วยตามด้วยบราซิล 15.3% ฝรั่งเศส 14.9% เยอรมนี 13.2% และอังกฤษ 12.9% ขณะที่สเปนยังคงถูกมองว่าเป็นทีมเต็งหนึ่งที่มีโอกาสคว้าแชมป์มากที่สุด 19.7%
ขณะที่อุปกรณ์ในการชมจากผลสำรวจพบว่า ใช้โทรศัพท์มือถือ 37.5% โทรทัศน์ในบ้าน 34.2% เม็ดเงินสะพัดจะหายไปทันทีประมาณ 10,000 ล้านบาท เหลือเพียง 57,600 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อบรรยากาศการจับจ่ายและการส่งเสริมการตลาดของภาคธุรกิจ
เมื่อดูรายการใช้จ่าย "ค่าอาหารและเครื่องดื่มนอกบ้าน" เป็นรายจ่ายอันดับ 1 โดย 63.8% ของผู้ติดตามระบุว่าจะมีค่าใช้จ่ายในหมวดนี้เฉลี่ยคนละ 3,819 บาทตลอดทัวร์นาเมนต์ รองลงมาคือค่าอาหารและเครื่องดื่มที่บ้านเฉลี่ย 2,718 บาท ค่าสินค้าและของที่ระลึกเกี่ยวกับบอลโลก 1,626 บาท และค่าสมัครแพ็กเกจสตรีมมิง 732 บาท
ส่วนกลุ่มที่ตั้งใจเดินทางไปดูถึงสนามจริงมีสัดส่วน 8.6% ด้วยงบเฉลี่ยสูงถึง 150,000 บาท ภาพรวมพบว่า 54.8% ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปกติ โดยแหล่งเงินหลักมาจากเงินเดือนและรายได้ปกติ 58.8% เงินออม 33.3% ที่เหลือมาจากผู้ปกครอง โบนัส และการกู้ยืม
"ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยพยุงการใช้จ่าย
สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลที่กำลังดำเนินอยู่ พบว่า 70.2% ได้รับสิทธิ์แบบประชาชนทั่วไป 20.6% ได้รับตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดย 85.2% ตั้งใจจะใช้สิทธิ์จนหมด และ 66.7% วางแผนนำเงินจากโครงการมาใช้จ่ายในช่วงบอลโลกไม่มากก็น้อย โดย 41.2% มองว่าโครงการช่วยลดค่าครองชีพได้ในระดับ "มาก" ถึง "มากที่สุด" ขณะที่ 48.0% มองว่าช่วยได้ "ปานกลาง" อย่างไรก็ตาม 51.5% ระบุว่าแม้ไม่มีโครงการก็จะใช้จ่ายเท่าเดิมอยู่แล้ว แสดงว่าโครงการช่วยเสริมกำลังซื้อบางส่วน แต่ไม่ได้เป็นตัวแปรหลักที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนอย่างมีนัยสำคัญ







