
‘ชัย วัชรงค์’ เปิดเกมปฏิรูปเกษตร ลดนาข้าว 10 ล้านไร่ ปั้นฮับวัวส่งจีน
“ชัย วัชรงค์” กางแผนปฏิวัติเกษตรไทย รื้อโครงสร้าง 150 ล้านไร่ ปั๊มรายได้เกษตรกร 3 เท่า ชูยุทธศาสตร์ “เชิงรุก” สกัดโรคระบาด Z1—ผุด “ศูนย์กักกันท่าเรือบางสะพาน” รับออร์เดอร์จีนปีละ 1.2 ล้านตัว
KEY
POINTS
- เสนอแผนลดพื้นที่ปลูกข้าว 10 ล้านไร่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เพื่อปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทุเรียน และปศุสัตว์ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร
- ผลักดันการสร้างศูนย์กักกันโรคติดท่าเรือที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเป็นฮับส่งออกโคมีชีวิตไปยังประเทศจีน ซึ่งมีความต้องการนำเข้าสูงถึงปีละ 1.2 ล้านตัว
- เตรียมนำร่องโมเดล "เกษตรแปลงใหญ่เชิงนวัตกรรม" โดยดึงผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้ามาบริหารจัดการ และให้เกษตรกรเป็นผู้ถือหุ้นที่มีรายได้แน่นอน
- เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยสายพันธุ์ใหม่ SAT1 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการผลักดันอุตสาหกรรมปศุสัตว์และการส่งออก
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่งตั้ง นายสัตวแพทย์(น.สพ.) ชัย วัชรงค์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และมอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บังคับบัญชาแทนนายกรัฐมนตรี
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์” อดีตผู้แทนการค้าไทยในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร และอดีตโฆษกรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ที่มาเปิดวิสัยทัศน์ยกเครื่องภาคเกษตรไทย ทั้งรับมือโจทย์โรคระบาด การค้าโลก และรายได้เกษตรกร ชูแผนลดนาข้าว 10 ล้านไร่ ปั้นฮับส่งออกโคไปจีน พร้อมเร่งสกัดโรค SAT1 ก่อนสร้างความเสียหายมหาศาล
สกัด SAT1 ก่อนเสียหาย 2 แสนล้าน
น.สพ.ชัย กล่าวถึงภารกิจเร่งด่วนในด้านปศุสัตว์ว่า ขณะนี้ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก โรคปากและเท้าเปื่อยสายพันธุ์ใหม่ SAT1 ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่จากแอฟริกาที่ระบาดในจีน โดยได้เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานจากเดิมที่เน้นการตั้งรับมาเป็นการเชิงรุก
“ในอดีตเวลาเกิดโรคระบาดอย่าง โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) และโรคลัมปีสกิน การทำงานเปรียบเหมือนรถซาเล้ง รอให้เกิดโรคก่อนแล้วค่อยขอเงินเยียวยา ซึ่งเสียหายเป็นแสนล้าน แต่โรคระบาดเหมือนซูเปอร์คาร์ที่ไปเร็วมาก โดยในรอบนี้ได้สั่งการให้เตรียมงบประมาณและจัดหาวัคซีนให้พร้อมก่อนช่วงปลายฝนต้นหนาว ประมาณเดือนตุลาคม เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง”
อย่างไรก็ดีผลจากการประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจาก 12 หน่วยงาน 3 ชมรม 1 สมาคม และผู้เชี่ยวชาญจากกรมปศุสัตว์ เห็นพ้องให้เร่งเตรียมความพร้อมทุกด้าน หลังประเมินว่า SAT1 อยู่ในระดับความเสี่ยง “สูงมาก” เนื่องจากสามารถแพร่กระจายผ่านอากาศได้อย่างรวดเร็ว หากโรคหลุดรอดเข้ามาระบาดในประเทศ จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ แพะ แกะ และสุกร กว่า 1.9 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมสัตว์เศรษฐกิจประมาณ 24-25 ล้านตัว ซึ่งจะกระทบทั้งการผลิต การค้า การส่งออก และห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ของประเทศ โดยความเสียหายอาจอยู่ระหว่าง 100,000-200,000 ล้านบาท
“เพื่อป้องกันปัญหาได้สั่งให้ดำเนิน 6 มาตรการเชิงรุก ได้แก่ การเตรียมห้องปฏิบัติการและชุดตรวจวินิจฉัยโรค การจัดงบรองรับการกำจัดสัตว์ป่วยภายใน 30 วัน การสำรองวัคซีน SAT1 การจัดหาเวชภัณฑ์และน้ำยาฆ่าเชื้อ การเตรียมอาสาปศุสัตว์ 7,255 คน และสัตวแพทย์กว่า 1,000 คนสำหรับฉีดวัคซีน รวมถึงการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบสัตว์ต้องสงสัย”
ปั้นบางสะพาน ฮับส่งออกโคไปจีน
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำ น.สพ.ชัย ได้นำเสนอโมเดล “ศูนย์กักกันโรคติดท่าเรือ” (Port-side Quarantine Center) เพื่อแก้ข้อจำกัดเรื่องใบรับรองจากองค์การสุขภาพสัตว์โลกโดยความคืบหน้าล่าสุดได้มีการสำรวจพื้นที่ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นท่าเรือน้ำลึกและมีพื้นที่กว่าหมื่นไร่ เพื่อทำเป็นศูนย์กักกันโรคเพื่อส่งออกวัวมีชีวิตตรงสู่ประเทศจีน
“ขณะนี้บริษัทรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ของจีนแสดงความสนใจนำเข้าวัวจากไทยเดือนละ 1 แสนตัว หรือปีละ 1.2 ล้านตัว หากสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ GACC เปิดไฟเขียว เราจะสามารถยกระดับราคาวัวในประเทศได้ทันที”
ลดนาข้าว 10 ล้านไร่ ปลูกพืชมูลค่าสูง
ขณะเดียวกันจากที่ประเทศไทยมีพื้นที่การเกษตรรวมกว่า 141.7 - 147 ล้านไร่ แต่สร้าง สร้าง GDP ได้เพียงไร่ละ 10,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าประเทศไต้หวันและญี่ปุ่นมาก เป้าหมายของรัฐบาลคือการเพิ่มรายได้เป็น 30,000 บาทต่อไร่ ผ่านการปรับเปลี่ยนพื้นที่การผลิต แผนงานที่สำคัญคือ การลดพื้นที่ปลูกข้าวลง 10 ล้านไร่ ในพื้นที่ไม่เหมาะสม เพื่อปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการสูงและมีรายได้ดีกว่า
อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งปัจจุบันไทยยังต้องนำเข้าปีละหลายล้านตัน,ถั่วเหลือง ลดการนำเข้า 4 ล้านตันต่อปี, ทุเรียน ขยายพื้นที่ปลูกอีก 1 ล้านไร่ เนื่องจากตลาดจีนยังสามารถเติบโตได้อีก 10 เท่า และปศุสัตว์ ขยายพื้นที่ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว เป็นต้น
ดึงมือโปรบริหารแปลงใหญ่ การันตีรายได้เกษตรกร
น.สพ.ชัย ยังเตรียมผลักดันโมเดล “เกษตรแปลงใหญ่เชิงนวัตกรรม” โดยเสนอให้มีการรวมที่ดินในระดับตำบลเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อการลงทุนเทคโนโลยี (Economy of Scale) และดึงคนรุ่นใหม่หรือผู้เชี่ยวชาญ (Young Talent) จากภาคเอกชนเข้ามาบริหารจัดการแทนข้าราชการ
“เราต้องเลิกวิธีแบบเดิมที่เอาข้าราชการไปอบรมชาวนาแล้วหวังว่าเขาจะเปลี่ยน แต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างให้ชาวนาเป็นผู้ถือหุ้นที่มีรายได้การันตี เช่น ไร่ละ 5,000 บาท แล้วแบ่งผลกำไรกับผู้บริหารจัดการโดยเบื้องต้นเตรียมคัดเลือกตำบลนำร่องเพื่อสร้าง Success Story ให้เกษตรกรเห็นเป็นรูปธรรม คาดว่าจะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเร็วๆนี้” น.สพ. กล่าว
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,221 วันที่ 26 - 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569







