thansettakij
thansettakij
ถอดรหัส ''ปราบโกงแบบไทย' ต้องทำอะไรเพิ่ม หากจะเป็นสมาชิก OECD

ถอดรหัส ''ปราบโกงแบบไทย' ต้องทำอะไรเพิ่ม หากจะเป็นสมาชิก OECD

08 มิ.ย. 69 | 22:40 น.
อัปเดตล่าสุด :09 มิ.ย. 69 | 00:56 น.

ตอนที่ 2 ทางแก้และก้าวสู่มาตรฐาน OECD : "พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการ ป.ป.ท. ฉายภาพการปราบทุจริตของไทย ทำยังไงถึงจะได้เข้าเป็นสมาชิก OECD

KEY

POINTS

  • การปราบปรามทุจริตแบบเดิมเปรียบเหมือน "เกมทุบตัวตุ่น" ที่แม้จะจับกุมได้มาก แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและไม่ช่วยให้คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยดีขึ้น
  • แนวทางใหม่เพื่อแก้ปัญหาคือการปฏิรูประบบด้วย พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฯ ที่มีกลไกสำคัญอย่าง Super License และ Silent is Consent เพื่อลดการใช้ดุลพินิจและโอกาสในการเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่
  • มีการนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้เพื่อเปลี่ยนการทำงานจากเชิงรับ (Reactive) เป็นเชิงคาดการณ์ (Predictive) โดยวิเคราะห์และเฝ้าระวังกระบวนงานที่มีความเสี่ยงทุจริตสูง
  • การปฏิรูปเชิงระบบทั้งหมดนี้ รวมถึงการผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) เป็นส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อมของไทยเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

เกมตู้หยอดเหรียญตามห้าง คือ "เกมทุบตัวตุ่น" ที่ไม่มีใครเคยชนะได้อย่างแท้จริง เพราะยิ่งทุบฝั่งหนึ่งเร็วแค่ไหน ฝั่งอื่นก็โผล่ขึ้นมาทันที เกมนั้นออกแบบมาให้ผู้เล่นแพ้ตลอดไป

พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ฉายภาพ "เกมทุบตัวตุ่น" เปรียบเป็นนิยามสั้นๆ อธิบายสิ่งที่ ป.ป.ท. เรียนรู้การจับกุมคดีทุจริตเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะทำได้มากแค่ไหน ไม่ใช่คำตอบของปัญหา และไม่มีทางเป็นคำตอบได้

"จับทุจริตตรงนี้ โผล่ตรงนั้น มันแก้ไม่ได้ วิธีแก้คือถอดปลั๊ก แต่ถอดปลั๊กของผมไม่ใช่เลิกทำ มันคือการปฏิวัติระบบ สิ่งที่ต้องทำคืออุดรูไม่ให้มันโผล่ขึ้นมาอีก สิ่งที่ใช้ในการอุดรูคือ AI กับ Big Data"

บทเรียนจากสิ่งที่ไม่ได้ผล

ก่อนที่จะพูดถึงสิ่งที่ต้องทำ ต้องยอมรับก่อนว่าสิ่งที่ทำมาตลอดไม่ตอบโจทย์ ป.ป.ท. ไม่ใช่องค์กรที่ทำงานน้อย ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีการบูรณาการร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง ป.ป.ช. สตง. และ ป.ป.ง. จับคดีจำนวนมาก สร้างผลงานที่ชัดเจน

แต่ตัวเลข CPI ของไทยไม่ขยับ ยังวนเวียนอยู่แถวคะแนน 33 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 อย่างมีนัยสำคัญ และสะท้อนชัดว่าผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างชาติยังรับรู้ว่าประเทศไทยมีปัญหาทุจริตระดับสูง

พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

"เราจับเยอะ เราเรียนรู้จากสิ่งที่เราจับว่ามันไม่ตอบโจทย์เรื่องของการแก้ไขการทุจริตในภาครัฐที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ CPI มันสะท้อนให้เห็นทิศทางแล้วก็การทำงานของเราที่ผ่านมา"

สิ่งที่ CPI วัดไม่ใช่จำนวนคดีที่จับได้ แต่คือประสบการณ์ของผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ต้องเผชิญกับการเรียกรับสินบนในชีวิตจริง ตราบใดที่ประสบการณ์นั้นไม่เปลี่ยน ตัวเลขก็ไม่เปลี่ยน แม้จะจับคนไปเท่าไหร่ก็ตาม

พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฉบับใหม่ : กฎหมายที่รอการพิสูจน์

กลไกแรกและสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนโครงสร้างคือ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการฉบับแก้ไขใหม่ที่รอประกาศบังคับใช้ ออกแบบมาเพื่อตัดโอกาสในการใช้ "เวลา" และ "ดุลพินิจ" เป็นเครื่องมือสร้างรายได้พิเศษโดยตรง

กลไกหลักที่สำคัญประกอบด้วยสามส่วน

Super License คือการปฏิวัติโครงสร้างการขอใบอนุญาตครั้งใหญ่ที่สุด แทนที่ผู้ประกอบการต้องวนเวียนติดต่อกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยตัวเอง ระบบใหม่จะรวมใบอนุญาตรองทั้งหมดไว้กับใบอนุญาตหลัก ไม่ว่าจะเป็นใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข อาหาร หรือความปลอดภัย ผู้ประกอบการขอใบหลักใบเดียว ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของหน่วยงานรัฐที่ต้องไปประสานกันเอง นี่คือการผลักภาระกลับไปสู่ภาครัฐอย่างแท้จริง

Silent is Consent คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด หากเจ้าหน้าที่นิ่งเฉยจนพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุไว้ โดยที่ผู้ยื่นส่งเอกสารครบถ้วนตามเช็คลิสต์แล้ว ถือว่าได้รับอนุมัติโดยปริยายทันที กลไกนี้ทำลายอำนาจของ "เวลาในฐานะตัวประกัน" ที่เป็นรากฐานของการเรียกรับสินบนในรูปแบบปัจจุบันทิ้งไปโดยสิ้นเชิง

เพราะเจ้าหน้าที่ที่นิ่งเฉยโดยไม่มีเหตุผลจะทำให้ผู้ยื่นได้ใบอนุมัติโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องจ่ายอะไรทั้งนั้น

พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

ลดความถี่การต่ออายุ เป็นการลดจำนวนครั้งที่ผู้ประกอบการต้องผ่าน "ด่าน" อย่างเป็นระบบ ใบอนุญาตที่ไม่มีนัยยะสำคัญด้านความเสี่ยงสูงบางประเภทจะเปลี่ยนจากการต่ออายุทุกปีเป็นทุก 5 ปี ลดโอกาสในการเรียกรับสินบนลงได้ทันทีถึง 80%

แต่ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ชี้ให้เห็นด้วยว่า กลไกเหล่านี้ทำงานได้จริงคืออำนาจ "ไต่สวนคดีประพฤติมิชอบ" ที่ ป.ป.ท. เพิ่งได้รับมาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งหมายความว่าเจ้าหน้าที่ที่ไม่ดำเนินการภายในกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมาย สามารถถูกดำเนินการทางวินัยหรือคดีทุจริตได้ทันที

"ดุลพินิจไม่ห้ามใช้ ถ้ามันชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าคุณไม่เสร็จภายในกำหนดคุณต้องมีเหตุผล ไม่ใช่ไม่เสร็จแต่ไม่มีเหตุผลเลย ทีนี้แหละอำนาจ ป.ป.ท. จะเข้าไปเลยว่านี่คือเจตนาในการดึงให้เกิดความเสียหาย"

เมื่อระบบต้องมองเห็น: จาก Reactive สู่ Predictive

การปฏิรูปกฎหมายเป็นเพียงชั้นแรกของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด สิ่งที่ ป.ป.ท. กำลังสร้างคู่ขนานกันไปคือโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่เปลี่ยนวิธีคิดของการต่อต้านทุจริตจากฐานราก

ป.ป.ท. สร้างฐานข้อมูลกระบวนการอนุมัติอนุญาตกว่า 4,000 กระบวนงาน ต่อยอดจากฐานที่ ก.พ.ร. มีอยู่ แล้วพัฒนาระบบ Scoring และจัดลำดับความเสี่ยงแต่ละกระบวนงาน เพื่อระบุว่าจุดใดมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกใช้เป็นช่องทางเรียกรับสินบน

กระบวนงาน "กลุ่มสีแดง" ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษประกอบด้วยใบอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรม ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม บัตรศุลกากร และการอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นกระบวนงานที่มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติและกระทบต่อคะแนน CPI โดยตรง

เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนองค์กรจาก Reactive (ปฏิกิริยา) ที่นั่งรอรับเรื่องร้องเรียนหลังเกิดเหตุ ไปสู่ Predictive (คาดการณ์) ที่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าที่ใดกำลังจะมีปัญหา ก่อนที่ผู้ประกอบการจะถูกบีบให้จำยอม

"ยุคใหม่ประชาชนต้องสามารถ Tracking ได้ว่าเรื่องถึงไหน เจ้าหน้าที่รัฐอย่าง ป.ป.ท. เราต้องเห็น ถ้าไม่งั้นจะเรียกโปร่งใสได้ยังไง ไม่งั้นมันก็จะกลับไปเรื่องดุลพินิจในห้องมืดที่ชาวบ้านไม่เห็น"

Fast Track ที่ถูกกฎหมาย: เปลี่ยนเงินใต้โต๊ะให้เป็นรายได้รัฐ

ประเด็นที่ผู้ประกอบการหยิบยกขึ้นมาและ พ.ต.ท.สิริพงษ์ มองว่าน่าสนใจมากอีกเรื่องหนึ่งคือ Fast Track ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งระบุใน พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฉบับใหม่ 

"ผู้ประกอบการบอกว่าเขาพร้อมจ่าย แต่เขาอยากจ่ายให้รัฐ อยากได้ใบเสร็จ ขอเป็นรายได้แผ่นดิน ทำไมต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่ในเมื่อจ่ายอยู่แล้ว"

ตัวอย่างที่ใกล้ที่สุดคือกระทรวงการต่างประเทศที่มีสองอัตราการทำหนังสือเดินทาง ทั้งแบบปกติและแบบด่วน ผู้ที่รีบมีทางเลือกที่โปร่งใส จ่ายเพิ่มให้รัฐอย่างถูกต้อง ไม่ต้องเจรจาใต้โต๊ะ หรือโรงพยาบาลรัฐที่มีคลินิกพิเศษรองรับผู้ป่วยที่ต้องการความรวดเร็ว

หากนำโมเดลเดียวกันมาใช้กับกระบวนการอนุมัติอนุญาต เม็ดเงินที่ตอนนี้วนเวียนในกระเป๋าเจ้าหน้าที่แบบผิดกฎหมายคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี จะกลายเป็นรายได้รัฐที่โปร่งใส มีใบเสร็จ และใช้พัฒนาบริการสาธารณะได้

การต่อต้านที่คาดได้ล่วงหน้า

พ.ต.ท.สิริพงษ์ ไม่ได้ขายความฝันโดยไม่มองความเป็นจริง เขาย้ำชัดว่าการเปลี่ยนระบบทุกครั้งย่อมนำมาซึ่งการต่อต้านที่คาดได้ล่วงหน้า พอระบบตามกฎหมายใหม่บังคับใช้ "มันต้องเกิดการต่อต้านแน่นอน" เพราะเขาเสีย 2 อย่างคือ เสียอำนาจ กับ ผลประโยชน์ 

"เดี๋ยวจะมีเหตุผลในการต่อต้าน 108 เลย เช่น ความไม่พร้อม คนไม่พร้อม ระบบไม่พร้อม เงินไม่มี"

แต่ทุกข้ออ้างนั้นมีคำตอบรองรับอยู่แล้ว กระทรวง DE ต้องเข้ามาสนับสนุนด้านดิจิทัล ป.ป.ท. มีอำนาจไต่สวนหากพบเจตนาในการประวิงเวลา และที่สำคัญที่สุดคือนายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณชัดว่าเรื่องนี้ต้องเป็นรูปธรรมและโดยเร็ว ซึ่งแปลว่าการต่อต้านที่ไม่มีเหตุผลอันสมควรจะไม่มีพื้นที่ทางการเมืองให้ยืนอีกต่อไป

แผนการทำงานหลังกฎหมายประกาศใช้จะแบ่งเป็น Quick Win 30 วันแรก ตามด้วย 3 เดือน และ 6 เดือน โดยเน้นกระบวนงานกลุ่มสีแดงที่มีความเสี่ยงสูงก่อน เพื่อส่งสัญญาณชัดเจนว่ายุคใหม่ได้เริ่มต้นแล้ว

กฎหมาย Whistleblower: โล่ให้คนกล้า

อีกหนึ่งชิ้นส่วนที่ขาดหายในระบบปัจจุบันและ ป.ป.ท. กำลังผลักดันคือ "กฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower Protection)" ซึ่ง ป.ป.ท. ร่างเสนอรัฐมนตรีไปแล้ว

"OECD เน้นย้ำเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะในหลายคดี ผู้ที่รู้ข้อมูลดีที่สุดคือคนในองค์กรนั้นเอง แต่กลัวการถูกกลั่นแกล้ง โยกย้าย หรือถูกฟ้องกลับ"

กฎหมายใหม่จะครอบคลุมการห้ามโยกย้ายผู้ร้องเรียนในหน่วยงาน และจัดการกับการฟ้องกลับแบบ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ที่มักถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดปากผู้กล้าแจ้งเบาะแส

"แต่เราก็ต้องปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำสุจริตด้วย การโดนร้องไม่ใช่เรื่องสนุก ไม่ใช่เครื่องมือกลั่นแกล้งกัน ไม่กระตุ้นให้ทุกคนร้องเรียนจนไม่มีข้อเท็จจริง"

เป้าหมาย OECD: มากกว่าตัวเลข แต่คือการพิสูจน์ตัวเอง

ทิศทางทั้งหมดนี้ผูกโยงกับเป้าหมายใหญ่ของรัฐบาลในการเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD องค์กรระหว่างประเทศที่รวบรวมประเทศที่มีธรรมาภิบาลสูงและเศรษฐกิจพัฒนาแล้วเป็นสมาชิก

สิงคโปร์ประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดทางภูมิรัฐศาสตร์มีคะแนน CPI อยู่ที่ 80-90 เวียดนามที่เพิ่งพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วทำได้ 42 เท่ากับค่าเฉลี่ยโลก ขณะที่ไทยยังติดอยู่ที่ 33 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างเห็นได้ชัด

พ.ต.ท.สิริพงษ์ เสริมว่า OECD ไม่ได้ดูแค่ตัวเลข CPI แต่ดูที่กลไก ดูที่ระบบ และดูที่หลักฐานเชิงโครงสร้างว่าประเทศนั้นออกแบบมาเพื่อป้องกันการทุจริตหรือเพียงแค่จัดการกับมันหลังเกิดเหตุ 

"มาตรฐาน OECD เน้นการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล Open Data การตรวจสอบได้ และ Whistleblower Protection  นี่คือสิ่งที่ ป.ป.ท. กำลังผลักดันอยู่ทั้งหมด"

 

บทสรุป: คอมพิวเตอร์ไม่รับสินบน

พ.ต.ท.สิริพงษ์ ทิ้งท้ายด้วยว่า "คอมพิวเตอร์ไม่รับสินบน อัลกอริทึมไม่มีเส้นสาย Data คุยไม่รู้เรื่อง นี่คือสิ่งที่เราต้องไปให้ถึง เจ้าหน้าที่รัฐ 2 ล้านคนไม่มีทางตรวจสอบกันเองได้ครบถ้วน แต่ตาของประชาชน 60 กว่าล้านคู่ที่สามารถ Tracking ได้ Real-time นั่นต่างหากที่เป็น ระบบตรวจสอบ" ที่ทรงพลังที่สุด"