
'ภาษีลับ-บริษัทตัวกลาง' สินบนที่จำใจจ่าย แลกการอนุมัติที่ไม่มีเดดไลน์
ตอนที่ 1 รากเหง้าปัญหาสินบน : "พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาฯ ป.ป.ท." เปิดใจ ทุจริตไทยไม่ได้อยู่ในซองเงิน แต่ซ่อนอยู่ในทุกขั้นตอนอนุมัติ ผู้ประกอบการอสังหาแบกต้นทุนคอร์รัปชันส่งต่อลูกค้าทุกหลัง มีการตั้ง "บริษัทตัวกลาง" เพื่อให้กระบวนการอนุมัติไวขึ้น
KEY
POINTS
- การทุจริตในปัจจุบันแฝงตัวในรูปแบบ "ภาษีลับ" ซึ่งเป็นต้นทุนสินบนที่ผู้ประกอบการจำใจจ่ายในขั้นตอนขออนุญาตต่างๆ และถูกผลักภาระไปให้ผู้บริโภคในราคาสินค้าโดยไม่รู้ตัว
- เจ้าหน้าที่รัฐใช้ "เวลา" เป็นเครื่องมือในการต่อรอง โดยการประวิงกระบวนการอนุมัติให้ล่าช้าอย่างไม่มีกำหนด เพื่อบีบให้นักธุรกิจต้องยอมจ่ายสินบน
- การจ่ายสินบนเปลี่ยนรูปแบบมาใช้ "บริษัทตัวกลาง" ที่เจ้าหน้าที่แนะนำ เพื่อทำธุรกรรมให้ดูถูกต้องตามกฎหมาย แต่มีเงินส่วนหนึ่งถูกส่งกลับไปให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ
คุณรู้ไหม? บ้านหนึ่งหลัง ก่อนจะถึงมือผู้ซื้อ ต้องผ่านมือเจ้าหน้าที่รัฐกี่คน กี่ขั้นตอน และมีต้นทุนอะไรซ่อนอยู่ในราคาที่แสดงบนป้ายโฆษณาหน้าโครงการ
เป็นคำถามที่ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตั้งคำถามชวนคิดกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงคดีสินบนที่ได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในภาคตะวันออก เป็นความจริงที่เจ็บปวดที่สะสมมานานหลายปี และเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เปลี่ยนวิธีคิดของ ป.ป.ท. ไปอย่างสิ้นเชิง
"ตั้งแต่แบ่งแยกที่ดิน จัดสรร ขอถมดิน ขออนุญาตก่อสร้าง ยันขอเลขที่บ้านเพื่อส่งให้ลูกค้า ที่น่าสนใจคือทุกขั้นตอนมีต้นทุนที่ไม่มีในใบเสร็จ" พ.ต.ท.สิริพงษ์ ตอบเฉลยคำถาม พร้อมกับเล่าต่อว่า
ผู้ประกอบการรายนั้นซึ่งเขาเป็นคนรุ่นใหม่ระบุว่าเขาต้องจ่าย "ค่าผ่านทาง" รวมกันถึง 9 ขั้นตอน และเงินทุกบาทที่จ่ายออกไปไม่ได้หายไปไหน มันถูกบวกเข้าไปในราคาบ้านที่ผู้บริโภคต้องแบกรับในวันโอน โดยไม่มีทางรู้เลยว่ากำลังจ่ายอะไรไปบ้าง
นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "ภาษีลับ" ต้นทุนแฝงที่ฝังตัวอยู่ในทุกธุรกรรมของชีวิตประจำวัน ซึ่งประชาชนไม่มีสิทธิ์รู้ ไม่มีทางมองเห็น และไม่มีอำนาจต่อรอง
ภาพจำที่ผิดและความจริงที่เจ็บกว่า
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาพจำของการทุจริตในสังคมไทยคือเจ้าหน้าที่แว่นดำ กระเป๋าหนังใบใหญ่ รับซองใต้โต๊ะในห้องมืด เป็นภาพที่เข้าใจง่าย ชัดเจน และจับต้องได้ แต่ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ยืนยันว่านั่นคือโลกของหนังยุค 90 ที่จบไปนานแล้ว
"ปัจจุบันคอร์รัปชันในรูปแบบสินบนไม่ได้อยู่ในซองเงิน แต่มันซ่อนอยู่ในขั้นตอน การคอร์รัปชันไม่ใช่ตราประทับ แต่มันคือขั้นตอนและสภาพแวดล้อมก่อนที่จะไปถึงตราประทับ และทุกขั้นตอนมีสินบนลอยอยู่ที่คุณต้องจ่าย"
กลไกนั้นทำงานอย่างแยบยลและซับซ้อนจนยากจะจับผิดได้ตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องพูดคำว่า "คุณต้องจ่ายเงิน" แม้แต่ครั้งเดียว เพียงแค่ใช้ "เวลา" เป็นตัวประกัน
เช่น ขอเอกสารเพิ่มเติม บอกว่าเรื่องยังไม่เหมาะสม แจ้งว่าทำไม่ทัน ส่งกลับให้แก้ไข วนซ้ำวนเวียนโดยไม่มีกำหนด
จนนักธุรกิจที่มีต้นทุนธุรกิจ ดอกเบี้ยธนาคารเดินอยู่ทุกวัน ทนแบกรับความเสียหายรายวันไม่ไหว และต้องยอมเอ่ยปากถามเองว่า "แล้วผมต้องทำยังไง"
นั่นคือจุดที่ระบบรอคอยอยู่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ "ธุรกิจตัวกลาง" ที่เติบโตขึ้นมาในเงามืดของกระบวนการราชการ
ธุรกิจตัวกลาง : อุตสาหกรรมสินบนที่ดันเรื่องให้ไว้ขึ้น
รองเลขาฯ ป.ป.ท. เล่าว่า เมื่อนักธุรกิจสิ้นหวังกับระบบปกติ คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ก็จะปรากฏขึ้นเสมอ "ไปหาบริษัทนี้สิ เขาทำให้ได้ มีใบเสร็จถูกต้องด้วย"
บริษัทเหล่านั้นรับงานจริง ออกใบเสร็จจริง แต่ในโครงสร้างค่าใช้จ่ายมีตัวเลขที่ไหลกลับไปหาเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจแฝงอยู่เสมอ
ต่างชาติเวลาถูกถามว่ายังจ่ายไหม เขาตอบว่าจ่าย เพื่อให้ธุรกิจดำเนินได้ เขาไม่บอกว่าใครเรียกรับ บอกแค่ว่ามีคนแนะนำให้ไปหาบริษัทนี้ แล้วมันง่ายขึ้นเยอะ
"นี่คือเหตุผลที่การสืบสวนแบบดั้งเดิมล้มเหลวในการจับภาพความเป็นจริง ไม่มีซองเงิน ไม่มีการโอนตรง ไม่มีพยานในห้อง มีเพียงบริษัทที่ถูกกฎหมาย ใบเสร็จที่ถูกต้อง และเส้นทางเงินที่ซับซ้อนพอที่จะตัดขาดจากผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง"
กรณีศึกษาที่เปลี่ยนทิศทางองค์กร: ที่ดินภาคตะวันออก
ประมาณ 2 ปีก่อน ป.ป.ท. ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลางบุกจับเจ้าหน้าที่ที่ดินใน 2 จังหวัดภาคตะวันออกติดต่อกัน คดีเกี่ยวกับการเรียกรับเงินในกระบวนการแบ่งจัดสรรที่ดินสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรร ผู้ประกอบการที่เป็นคนรุ่นใหม่ทนไม่ได้และมาร้องเรียน คดีจบลงด้วยการจับกุมที่สำเร็จ
แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และมีค่ากว่าผลการจับกุมคือสิ่งที่ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ได้ยินจากปากผู้ประกอบการรายใหญ่ในพื้นที่ระหว่างการสืบสวน
"บ้าน 1 หลัง กว่าจะทำเสร็จส่งถึงมือผู้คนซื้อ ต้องจ่ายประมาณ 9 ขั้นตอน เงินที่เขาจ่ายมันคือต้นทุน เขาไม่แบก มันอยู่ในราคาบ้านอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเราซื้อบ้าน 1 หลัง มันจะมีต้นทุนแฝงที่ใส่ไว้ในนั้น ซึ่งก็คือต้นทุนในเรื่องของการคอร์รัปชันที่ประชาชนไม่รู้ นี่คือการกระตุกเราว่าเราทำอะไรอยู่"
ประโยคนั้นทำให้ พ.ต.ท.สิริพงษ์ หยุดคิดใหม่ทั้งหมด ถ้าผู้ประกอบการบวกต้นทุนคอร์รัปชันเข้าไปในราคาสินค้าและบริการได้อย่างเป็นระบบ นั่นหมายความว่าประชาชนทั่วไปกำลังจ่าย "ภาษีลับ" หรือ ภาษีพิเศษที่ไม่มีอยู่ในกฎหมาย ไม่มีใบเสร็จ และไม่มีทางร้องเรียนได้
ภูเก็ต: ภาพย่อส่วนของปัญหาทั้งระบบ
ยกตัวอย่างอีกเคส ที่น่าสนใจคือ จังหวัดภูเก็ต เมืองท่องเที่ยวที่มีโรงแรมหลายร้อยแห่งเปิดให้บริการรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ แต่ส่วนใหญ่ "ยังอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาต"
กระบวนการต้องยื่นผ่านอำเภอ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพียง 2-3 คน ต้องประสานงานกับหน่วยงานหลายส่วนตั้งแต่สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ไปจนถึงหน่วยงานความปลอดภัย แต่ละสัปดาห์บางครั้งทำได้จริงเพียงวันเดียว ขณะที่ใบอนุญาตค้างสะสมอยู่เป็นร้อยฉบับโดยไม่มีกำหนดเสร็จ
และแม้คู่มือบริการประชาชนจะกำหนดเวลาแล้วเสร็จในแต่ละใบอนุญาต กลับพบว่าไม่มีบทลงโทษใดใดหากการอนุมัติไม่ทันเวลา
นักลงทุนที่กู้เงินจากธนาคารมาสร้างโรงแรม ที่มีดอกเบี้ยวิ่งทุกวัน มีพนักงานรอรับเงินเดือน รอตามระบบไม่ได้ เพราะความเสียหายของเขาไม่ใช่รายปี แต่คือ "รายวัน"
สุดท้ายเขาก็ต้องเลือกระหว่างรอในระบบที่ไม่มีกำหนดเวลา หรือยอมจ่ายเพื่อให้ธุรกิจที่ลงทุนไปแล้วมีโอกาสคืนทุน
"ผู้ประกอบการโดยเฉพาะต่างชาติหรือรายใหญ่ เขาไม่ได้กลัวกฎหมายเราว่ามีกี่ฉบับ เขาไม่ได้กลัวการบังคับใช้กฎหมายของเรา แต่สิ่งที่เขากลัวคือความไม่แน่นอน เขาไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง และความไม่แน่นอนนั้นมีราคา และราคานั้นก็คือสินบน"
โกงในระบบ : ทุจริตของคนมีพาสเวิร์ดคนเดียว
นอกเหนือจากปัญหาการอนุมัติอนุญาต คอร์รัปชันรูปแบบเดิมๆก็ยังคงมีให้เห็นและจับได้ และที่น่าสนใจคือการคอร์รัปชันรูปแบบใหม่ที่ พ.ต.ท.สิริพงษ์ เรียกว่า "Secret Corruption" เรื่องของคนกับระบบ ซึ่งเป็นเรื่องมาตั้งแต่ปี 2565
ยกตัวอย่างเคสของเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งทั่วประเทศหายออกจากบัญชีผ่านระบบธนาคารออนไลน์ ตื่นมาตอนเช้าเงิน อบต. หายไป 25-30 ล้านบาท ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น แม้แต่เพื่อนร่วมงานก็ไม่รู้เรื่อง จนเจ้าหน้าที่การเงินมารับสารภาพเอง แต่เงินก็หมดไปแล้ว
"มันเป็น Secret Corruption เจ้าหน้าที่รัฐกับระบบ ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น เขาเป็นคนดูในระบบและมีรหัสพาสเวิร์ดคนเดียว ถ้าตัวผู้นำท้องถิ่นไม่แข็งหรือละเอียดจริงไม่มีทางเจอเลย"
ป.ป.ท. ใช้เวลาเกือบปีในการสืบสวน ติดตามรอยเงินทุกจังหวัด จนนำไปสู่การประสานกับธนาคารเจ้าของระบบเพื่อพัฒนาระบบตรวจจับแบบ Real-time และสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ทั่วประเทศกว่า 10 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาท
นี่คือหน้าตาของคอร์รัปชันยุคใหม่ ไม่มีซองเงิน ไม่มีการพบปะ มีแค่รหัสผ่านและการโอนเงินที่ทำได้จากที่ไหนก็ได้ในโลก
ต้นทุนที่แท้จริง: ชั่วโมงละ 60 ล้านบาท
รองเลขาฯ ป.ป.ท. อ้างอิงข้อมูลจาก องค์การสหประชาชาติ (UN) ประเมินว่ามูลค่าการทุจริตทั่วโลกอยู่ที่ปีละกว่า 2.6 ล้านล้านบาท กระทบ GDP ของประเทศต่าง ๆ ราว 5% สำหรับไทย ตัวเลขนี้แปลเป็นความเสียหายประมาณ 5 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเฉลี่ยแล้วราว 1,300 ล้านบาทต่อวัน หรือกว่า 60 ล้านบาทในทุกชั่วโมงที่เข็มนาฬิกาเดิน
คำถามที่ผู้ประกอบการฝากไว้วันนั้นยังก้องอยู่ในหัวของ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ทำไมประชาชนต้องจ่ายเงินผิดกฎหมายในมูลค่าสูงกว่าเงินที่จ่ายถูกต้อง ทำไมต้องเสียค่าผ่านทางเพื่อเข้าถึงสิทธิที่กฎหมายระบุว่าเป็นของตัวเองอยู่แล้ว
และประชาชนทั่วไปที่ซื้อบ้าน เช่าโรงแรม หรือซื้อสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ก็กำลังจ่ายค่าผ่านทางเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว ผ่านราคาสินค้าที่บวกต้นทุนแฝงไว้เรียบร้อยแล้ว
"ใบอนุญาตที่ควรค่าแค่หลักร้อยบาท ตามกฎหมายนั่นคือค่าธรรมเนียมที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายก่อนที่จะมีสิทธิ์เสียค่าธรรมเนียม 100 บาทนั้น อาจสูงถึงหลักแสน นั่นคือค่าผ่านทางเพื่อไปถึงสิทธิที่ตัวเองควรได้รับ"
ตราบใดที่เสียงเบา ๆ ของนักลงทุนต่างชาติและผู้ประกอบการในประเทศยังบอกว่า "ยังต้องจ่าย" แม้จะจ่ายผ่านช่องทางที่ดูเหมือนถูกต้อง ตัวเลข CPI ที่ Transparency International ใช้วัดระดับการรับรู้ทุจริตของแต่ละประเทศก็ไม่มีทางขยับขึ้น เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาวัดอยู่ ไม่ใช่จำนวนคดีที่จับได้ แต่คือประสบการณ์ตรงของนักลงทุนและผู้ประกอบการที่ต้องเผชิญกับระบบนี้ทุกวัน
ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้ในตอนต่อไป







