
‘คลัง’ เคลียร์ชัด ลูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอุปการะ พ่อแม่หลุดบัตรสวัสดิการ
คลังแจงงบมีจำกัด เกณฑ์ใหม่ ’บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ เน้นดูแลคนลำบากที่สุด ระบุลูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอุปการะ พ่อแม่หลุดบัตรคนจน เปิดทางอุทธรณ์ หากลูกไม่เลี้ยงดูจริง
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังชี้แจงเกณฑ์ใหม่ว่า พ่อแม่ที่ถูกบุตรนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีอุปการะ อาจไม่ผ่านการคัดกรองรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
- รัฐบาลให้เหตุผลว่า การที่บุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีถือเป็นการแสดงตนตามกฎหมายว่าเป็นผู้ดูแลพ่อแม่แล้ว ทำให้ไม่เข้าเกณฑ์ผู้ที่เดือดร้อนที่สุด
- กรณีที่บุตรใช้สิทธิลดหย่อนแต่ไม่ได้เลี้ยงดูจริง พ่อแม่สามารถยื่นอุทธรณ์เพื่อให้กระทรวงการคลังพิจารณาข้อมูลเป็นรายกรณีได้
กระทรวงการคลังชี้แจงเกณฑ์ทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยผู้ที่มีชื่อถูกบุตรนำไปใช้ลดหย่อนภาษีอุปการะ อาจไม่ผ่านการคัดกรอง เนื่องจากรัฐถือว่ามีผู้ดูแลตามกฎหมายแล้ว ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีที่บุตรใช้สิทธิลดหย่อนแต่ไม่ได้เลี้ยงดูจริง
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ว่า การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการลดสิทธิพื้นฐาน แต่เป็นการปรับปรุงฐานข้อมูลให้ทันสมัยเพื่อแยก "คนยากจน" ออกจาก "คนอยากจน"
จากเดิมที่ใช้เกณฑ์ครอบครัวซึ่งมีปัญหาในการติดตามข้อมูล เช่น คู่สมรสแยกกันอยู่ หรือบุตรไม่ได้ดูแลพ่อแม่จริง ในรอบนี้จึงเปลี่ยนมาใช้การพิจารณารายบุคคลเพื่อให้ผู้ที่เดือดร้อนเข้าถึงสิทธิได้แม่นยำขึ้น
ลูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษี พ่อแม่หลุดบัตรสวัสดิการ
สำหรับประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ การตัดสิทธิผู้ที่มีชื่อถูกนำไปใช้ลดหย่อนภาษีนั้น นายวินิจ กล่าวว่า หากบุตรที่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี นำชื่อพ่อแม่มาหักลดหย่อนภาษี รายละ 30,000 บาทต่อปี ถือเป็นการแสดงตนตามกฎหมายว่าบุตรเป็นผู้ดูแลอุปการะพ่อแม่รายนั้น รัฐถือว่าบุคคลนั้น "มีผู้อุปการะดูแลแล้ว" ตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ในภาวะที่พื้นที่ทางการคลังมีจำกัดและต้องกู้เงินมาดูแลสวัสดิการ รัฐจำเป็นต้องเลือกดูแลกลุ่มที่ "ลำบากที่สุดและไม่มีใครดูแลเลย" เป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงคือพ่อแม่ไม่ทราบว่าถูกลูกนำชื่อไปใช้ หรือลูกไม่ได้เลี้ยงดูจริง กระทรวงการคลังยินดีรับเรื่องอุทธรณ์เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาใหม่เป็นรายกรณี
"เราต้องถามหาว่าใครคือคนจนและลำบากที่สุดก่อน ในภาวะที่พื้นที่ทางการคลังมีจำกัดและเราอยู่ในวิกฤตที่ต้องกู้เงินมาดูแลสวัสดิการ รัฐจึงต้องลำดับความสำคัญให้กลุ่มที่ไม่มีใครดูแลเลยเป็นกลุ่มแรก”
ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการ ยังได้ไทยช่วยไทยพลัส 60/40
อย่างไรก็ตาม หากผู้ถือบัตรสวัสดิการพลาดสิทธิในรอบนี้ จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทันที ตั้งแต่ประกาศผลวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ท่านยังได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามปกติ รวมถึงมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 และมาตรการลดค่าครองชีพด้านขนส่งและสินค้าที่กำลังพิจารณาอยู่
ทั้งนี้ ในอนาคตอาจจะมีการกำหนดชัดเจนว่า ต้องมีการเลือกจะให้รัฐดูแลผ่านบัตรสวัสดิการ หรือจะให้ลูกดูแลผ่านการลดหย่อนภาษี เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนของสิทธิ
ขยายผลตรวจเข้ม "บัญชีหุ้น-กรรมการบริษัท"
นอกจากการตรวจสอบเรื่องการลดหย่อนภาษีแล้ว เกณฑ์ใหม่ยังครอบคลุมถึงการตรวจสอบข้อมูลทรัพย์สินอื่นๆ เช่น การมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ หรือการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในนิติบุคคล ซึ่งพบว่ามีจำนวนมากพอสมควรที่เข้าข่าย "จนไม่จริง" คลังยืนยันว่าการใช้เทคโนโลยีฐานข้อมูลที่เข้มข้นขึ้นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องเงินภาษีของประชาชนและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังกลุ่มเปราะบางที่เดือดร้อนที่สุดจริงๆ
พร้อมลุย NIT ดึงประชาชนพ้นความยากจน
นายวินิจ กล่าวว่า กระทรวงการคลังยังมีนโยบายที่จะเดินหน้าเรื่อง Negative Income Tax (NIT) หรือภาษีเงินได้แบบติดลบ ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ต้อง เตรียมข้อมูลของภาครัฐให้พร้อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบ NIT หรือระบบสวัสดิการในรูปแบบอื่น ๆ ที่อาจจะเรียกชื่อต่างกันไป
“NIT อาจไม่เพียงแค่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่ต้องมีการดูแลว่าผู้ที่ได้รับสิทธิ์จะพัฒนาตนเองเพื่อให้หลุดพ้นจากความยากจนและออกจากระบบสวัสดิการได้เมื่อใด ซึ่งทางกระทรวงฯ มองว่าการให้ความช่วยเหลือโดยไม่มีการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเพื่อให้ออกจากระบบได้นั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในระยะยาว”
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแผนเดินหน้า NIT แต่เนื่องจากปัจจุบันอยู่ในภาวะวิกฤตที่มีผู้เดือดร้อนจำนวนมาก รัฐจึงให้ความสำคัญกับการดูแลช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้นผ่านกลไกที่มีอยู่ก่อน







