
ปลัดคลังแนะ พ่อ-แม่ ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยื่นอุทธรณ์ ถ้าลูกไม่ดูแลจริง
ปลัดคลังโต้ฝ่ายค้าน ย้ำเกณฑ์ใหม่ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกหักลดหย่อนภาษี ชี้งบจำกัด ต้องช่วยกลุ่มยากจน ไร้คนดูแลก่อน เปิดทางอุทธรณ์หากลูกไม่ดูแล
KEY
POINTS
- ปลัดกระทรวงการคลังชี้แจงว่าเกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุที่ยากจนและไม่มีผู้ดูแลเป็นหลัก เนื่องจากมีงบประมาณจำกัด
- ผู้สูงอายุที่บุตรนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะจะถูกตัดสิทธิ เนื่องจากรัฐถือว่าได้รับการดูแลแล้ว ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าเงินช่วยเหลือจากบัตร
- เปิดให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิแต่ไม่ได้รับการดูแลจากบุตรจริง สามารถยื่นอุทธรณ์เพื่อขอรับสิทธิคืนได้หลังประกาศผล
- หากอุทธรณ์สำเร็จ ผู้สูงอายุจะได้รับสิทธิคืน แต่บุตรจะถูกยกเลิกสิทธิลดหย่อนภาษีและอาจถูกตรวจสอบย้อนหลัง
กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวาง หลังจากกระทรวงการคลังกำหนดเกณฑ์ทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยตัดสิทธิผู้สูงอายุที่ถูกบุตรนำชื่อไปใช้หักลดหย่อนภาษีอุปการะเลี้ยงดูบุพการี ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามาตรการดังกล่าวอาจกระทบผู้มีรายได้น้อยที่ยังมีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ
จวกเกณฑ์ใหม่บัตรคนจน ลงโทษผู้ที่ดูแลบุพการี
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของหลักเกณฑ์ดังกล่าว
น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ปัจจุบันบุตรสามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีจากการอุปการะบุพการีได้ปีละ 30,000 บาท สำหรับพ่อแม่ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ซึ่งสะท้อนว่ารัฐยอมรับการสนับสนุนจากบุตรในระดับไม่ถึง 3,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม หากบุตรใช้สิทธิลดหย่อนดังกล่าว พ่อแม่กลับถูกตัดสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทันที ทั้งที่เกณฑ์รายได้ของผู้มีสิทธิรับบัตรกำหนดไว้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี โดยมองว่ารายได้รวมกับเงินที่บุตรช่วยเหลือก็ยังไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด จึงตั้งคำถามว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวอาจเป็นการลงโทษผู้ที่ดูแลบุพการี
ชี้งบจำกัด เน้นช่วยกลุ่มยากจน ไม่มีคนดูแล
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวว่า การทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ขาดผู้ดูแลอย่างแท้จริง โดยหนึ่งในเกณฑ์สำคัญคือการตรวจสอบข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูบุพการี
ทั้งนี้ หากบุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีดังกล่าว รัฐจะพิจารณาว่ามีการดูแลช่วยเหลือพ่อแม่อยู่แล้วในระดับประมาณ 2,500 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าวงเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับประมาณ 300 บาทต่อเดือนหลายเท่า
“รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยให้ความช่วยเหลือกับผู้สูงอายุที่ไม่มีผู้ดูแลและมีความเปราะบางมากที่สุดก่อน”
ปลัดกระทรวงการคลังยังระบุว่า ในมุมมองของรัฐบาล ผู้สูงอายุที่มีบุตรคอยดูแลถือว่าอยู่ในสถานะที่ดีกว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่ยากจนและไม่มีใครดูแล จึงจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์เพื่อคัดกรองการช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
เปิดทางยื่นอุทธรณ์ ลูกเลี่ยงภาษี ไม่ดูแลพ่อแม่จริง
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังเตือนว่ากรณีที่มีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุพการีจริง อาจเข้าข่ายการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อประโยชน์ทางภาษี ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
สำหรับผู้ที่ถูกตัดสิทธิและเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น กรณีบุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแต่ไม่ได้ให้การดูแลจริง สามารถยื่นอุทธรณ์ได้หลังจากประกาศผลการทบทวนสิทธิในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 โดยจะเปิดรับคำอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคมจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม
หากผลการอุทธรณ์เป็นไปตามข้อเท็จจริง ผู้สูงอายุจะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคืน แต่บุตรจะสูญเสียสิทธิการหักลดหย่อนภาษีดังกล่าว และอาจถูกกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง
“ผู้ที่นำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษีเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ได้ดูแลจริง ไม่เพียงเข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษี แต่ยังส่งผลให้พ่อแม่เสียโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐด้วย“
เตรียมมาตรการรองรับกลุ่มตกหล่น
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าผู้ที่พลาดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังสามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลืออื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 หรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ยังดำเนินการตามปกติ
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ใช้กลไกในระดับพื้นที่ ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยสำรวจและค้นหากลุ่มคนชายขอบที่อาจตกหล่นจากระบบ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น







