
‘ธปท.’ ชี้พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านดันจีดีพี 69 โต2% เงินเฟ้อเสี่ยงพุ่ง 4–5%
ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทย69 ชะลอตัวแต่เงินกู้ 4 แสนล้านดัน GDP โตแตะ 2% เตือนเงินเฟ้อพุ่งแตะ 4–5% บางช่วงจากพิษสงครามตะวันออกกลางผลักต้นทุนราคาพลังงาน ชี้บริโภคเอกชนพระเอก
KEY
POINTS
- ธปท. คาดว่า พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวได้ 2% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคภาคเอกชน
- อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีความเสี่ยงที่จะเร่งตัวสูงขึ้นเกินกรอบเป้าหมาย แตะระดับ 4-5% ในบางเดือนของปีนี้ ซึ่งเป็นผลกระทบจากราคาพลังงานและสงครามในตะวันออกกลาง
- แม้ พ.ร.ก. เงินกู้จะส่งผลต่อเงินเฟ้อเล็กน้อย แต่ปัจจัยหลักมาจากด้านอุปทาน ซึ่ง ธปท. พร้อมปรับนโยบายการเงินเพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อสูงค้างนานจนกระทบกำลังซื้อของประชาชน
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยมุมมองต่อภาพเศรษฐกิจการเงินไทยในระยะข้างหน้า โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 แนวโน้มขยายตัวชะลอลง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง แต่มาตรการภาครัฐ (พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2% โดยมีการบริโภคภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ทั้งนี้ การบริโภคภาคเอกชนทั้งปีจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 1.6% เป็น 2.6% โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3/2569 ที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสเริ่มมีผล ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจในปี 2570 จะชะลอลงเมื่อผลของมาตรการระยะสั้นหมดไป
เงินเฟ้อเร่งเกินกรอบ 4-5%
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.9% และเมื่อรวมผลของ พ.ร.ก.เงินกู้ จะปรับขึ้นอีกเล็กน้อยเป็น 3.0% โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจเร่งขึ้นจนเกินกรอบเป้าหมายถึงประมาณ 4-5% ในบางเดือนปีนี้ ตามราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุนจากผลของสงครามในตะวันออกกลาง
ก่อนที่จะโน้มลดลงไปอยู่ที่ 1.4% ในปี 2570 ตามสถานการณ์สงครามที่คาดว่าจะคลี่คลายและผลของฐานสูงในปี 2569 เนื่องจาก shock ครั้งนี้มาจากปัจจัยด้านอุปทานและมีลักษณะชั่วคราวที่จะคลี่คลายภายในปีหน้า
พร้อมปรับนโยบายกันเงินเฟ้อสูง
สำหรับนโยบายการเงินนั้น ในโลกส่วนใหญ่ รวมถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่ได้ปรับนโยบาย (look through) shock ลักษณะนี้ เนื่องจากนโยบายการเงินเป็นเครื่องมือด้านอุปสงค์ ทำให้ช่วยแก้ไขปัญหาด้านอุปทานได้จำกัด
อย่างไรก็ดี ธปท. จะติดตามความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับนโยบายเพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อสูงค้างต่อเนื่องยาวนาน จนกัดกร่อนกำลังซื้อของประชาชนและกระทบอุปสงค์ในวงกว้าง







