thansettakij
thansettakij
ชะลอแผนมาบตาพุดเฟส 3 รัฐทบทวนลงทุน 9.3 หมื่นล้าน รอ PDP ใหม่ชี้ชะตาพลังงานไทย

ชะลอแผนมาบตาพุดเฟส 3 รัฐทบทวนลงทุน 9.3 หมื่นล้าน รอ PDP ใหม่ชี้ชะตาพลังงานไทย

มาบตาพุดเฟส 3 สะดุด รัฐยังไม่เคาะ PPP-G2G จับตาพื้นที่พลังงานอนาคต กนอ.ปรับแผนรับลงทุนพไฮโดรเจน โรงไฟฟ้า SMR รับเทรนด์โลก หลังปิโตรเคมีขาลง ระบุโครงสร้างพื้นฐานพร้อม

KEY

POINTS

  • รัฐบาลชะลอการลงทุนในโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 2 มูลค่า 9.3 หมื่นล้านบาท เพื่อรอความชัดเจนจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่
  • มีการทบทวนแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ใหม่ให้สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก โดยจะเน้นรองรับอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาด แทนปิโตรเคมี
  • รูปแบบการลงทุนสำหรับโครงการกำลังถูกพิจารณาใหม่ โดยมีแนวคิดให้เป็นการลงทุนแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม นอกเหนือจากแผนร่วมลงทุน (PPP) เดิม

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ว่า งานก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ยังคงดำเนินไปตามแผน โดยภาคเอกชนบางส่วนได้เริ่มเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่มีการถมทะเลแล้ว 

สำหรับพื้นที่ส่วนอื่นอยู่ระหว่างการปรับสภาพรอให้ดินและตะกอนมีความมั่นคงก่อนพัฒนาโครงการเพิ่มเติม และคาดว่าจะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบภายในประมาณ 2 ปีจากนี้

ส่วนช่วงที่ 2 เป็นพื้นที่พัฒนาท่าเรือและพื้นที่ธุรกิจ (Superstructure) แบ่งเป็นพื้นที่แปลง A และ C ยอมรับว่ามีความความล่าช้าหลังจากรัฐบาลยังไม่เคาะรูปแบบการลงทุนระหว่างการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) หรือเป็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) 

และต้องรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) การทบทวนแนวทางการพัฒนาพื้นที่ในส่วนนี้ใหม่ เพราะต้องการให้สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก อีกทั้งด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขาลง อุตสาหกรรมน้ำมันมีความผันผวนสูง ดังนั้นจำเป็นต้องรอความชัดเจนด้านนโยบายจากรัฐบาล

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

โครงสร้างพื้นฐานพร้อม

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ซึ่งเดิมพื้นที่แปลง A และแปลง C ได้วางแนวทางการลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost ประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับนั้น จะมาจากการดำเนินกิจการท่าเรือ สินค้าเหลว และคลังสินค้า หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ส่วน กนอ.จะมีรายได้จากค่าให้สิทธิการร่วมลงทุน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าดำเนินการท่าเรือ ค่าบริการสาธารณูปโภค และค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านท่า

“ปัจจุบันเตรียมทบทวนแนวทางใหม่ซึ่งก็ได้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว โดยมีแนวคิดให้เป็นการลงทุนแบบ G2G หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับสถานการณ์พลังงานในอนาคต ซึ่งก็มีทางเลือกที่เสนอไว้ประมาณ 6 รูปแบบ ต้องรอว่ารัฐบาลจะตัดสินใจเลือกแบบไหน”

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า พื้นที่ของช่วงที่ 2 เตรียมไว้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหลัก แต่ด้วยบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทำให้ภาครัฐต้องกลับมาทบทวนว่าอุตสาหกรรมใดควรเข้ามาใช้พื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศในระยะยาว แม้ว่าเดิมทีโครงการถูกออกแบบให้การพัฒนาระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เดินหน้าไปพร้อมกัน 

ดังนั้น พื้นที่ตรงส่วนนี้จึงเปลี่ยนแนวทางให้ใช้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งเชื้อเพลิงสะอาด พลังงานไฮโดรเจน โซลาร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ทุกอย่าง หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 

พื้นทื่แปลง A-C รอความชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การกำหนดทิศทางการใช้ประโยชน์พื้นที่แปลง A และ C จำเป็นต้องรอความชัดเจนของแผน PDP ฉบับใหม่ ที่คาดว่าจะเสร็จในอีก 2 เดือนข้างหน้า เนื่องจากแผนดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดทิศทางความต้องการใช้เชื้อเพลิงและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอนาคต

“ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใดมาลงทุน เพราะต้องรอภาพใหญ่ด้านพลังงานก่อน เมื่อแผน PDP ชัดเจน จะรู้ว่าต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานอะไรและต้องรองรับการลงทุนรูปแบบไหน ส่งผลให้การพัฒนาโครงการในภาพรวมอาจล่าช้ากว่ากรอบเดิมที่เคยวางไว้จากแผนเดิมที่ต้องลงนามสัญญาร่วมทุนและเริ่มก่อสร้างโครงการในปี 2567 เปิดดำเนินการได้ในปี 2569 และแม้ยังไม่ชัดเจนแต่ก็ยืนยันว่าจะมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนแน่ เพราะตอนนี้ได้คุยกับนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งแสดงความสนใจเข้ามาใช้พื้นที่จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ดี กนอ. ยังคงดูแลผลกระทบต่อชุมชนประมงในพื้นที่ โดยได้จ่ายเงินเยียวยารอบแรกให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบแล้ว แต่ยังมีบางกลุ่มที่เห็นว่ายังได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จึงมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประมง เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

สำหรับโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 นั้น มีพื้นที่รวมประมาณ 1,000 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ถมทะเลประมาณ 450 ไร่ และพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคอีกกว่า 600 ไร่ ในจำนวนนี้ประมาณ 200 ไร่ถูกกำหนดให้รองรับ LNG Terminal ของกลุ่ม ปตท. เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวของประเทศ มีการแบ่งพื้นที่เป็นแปลง A B C 

โดยแปลง B ให้บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (Gulf MTP)  ทำท่าเรือก๊าซ LNG ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดให้บริการปี 2572 ในขณะที่แปลง A ตามแผนเดิมคือท่าเรือขนส่งสินค้าเหลว ปิโตรเคมี และเคมิคอลต่างๆ และแปลง C จะเป็นคลังสินค้า โรงไฟฟ้า โรงงานเหล็ก โครงการก่อสร้างทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2572 

นายสุเมธ กล่าวต่อไปอีกว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC) มูลค่าประมาณ 93,625 ล้านบาท ด้วยการถมทะเลพื้นที่ 1,000 ไร่ เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี และยังมีเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางพลังงานของประเทศ โดยการก่อสร้างจะแบ่งเป็น 2 ช่วง 

ซึ่งช่วงที่ 1 เป็นงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ระบบสาธารณูปโภคทั้งหมด เช่น ขุดลอกร่องน้ำเดินเรือ ท่าเทียบเรือบริการ ระบบถนน ระบบขนส่งทางท่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ขณะที่เอกชนคู่สัญญาคือ Gulf MTP ได้สิทธิพัฒนาท่าเรือก๊าซและพื้นที่หลังท่าประมาณ 200 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี พร้อมรองรับการนำเข้า LNG ได้ 11 ล้านตันต่อปีอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 

เอกชนเสนอปรับกฏหมาย-ระเบียบซ้ำซ้อน

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังจากหารือร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใหญ่ 10 บริษัทในพื้นที่ EEC ภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหาและข้อเสนอสำคัญหลายด้าน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ประเด็นสำคัญที่ภาคเอกชนเสนอคือ การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่มีความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐ รวมถึงการเร่งรัดกระบวนการอนุญาตต่างๆ โดยเฉพาะการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในพื้นที่ EEC โดยกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมผลักดันแนวทาง Regulatory Guillotine เพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การเข้าถึง Renewable Energy การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสีเขียว รวมถึงการกำหนดมาตรฐานด้านไบโอพลาสติกและการใช้วัสดุรีไซเคิล เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero และตอบโจทย์มาตรฐาน ESG ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก

“รัฐบาลจะสนับสนุนผู้ประกอบการทุกระดับ ทั้ง SMEs และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานและอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ เพื่อให้การลงทุนในพื้นที่ EEC เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ที่กำลังเจอความเสี่ยงจากภาวะซุปเปอร์เอลนีโญ รัฐบาลเตรียมพื้นที่อ่างเก็บน้ำไว้รองรับรวมถึงแผนการผันน้ำในพื้นที่ต่างๆ ไว้แล้ว ส่วนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง

และคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้เต็มรูปแบบภายใน 2 ปีข้างหน้า จะเป็นฐานอุตสาหกรรมและพลังงานสำคัญของประเทศ และจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการรองรับพลังงานทางเลือก เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของ EEC และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยในระยะยาว